เดือนที่แล้วมีโอกาสได้ต้อนรับเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่ตั้งใจมาเยือนเมืองไทยเป็นการเฉพาะ และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิชิโร่เพื่อนชาวแดนอาทิตย์อุทัยของเรามาเที่ยวเมืองไทย แต่จะเป็นครั้งที่เท่าไหร่นั้น เราก็จำแทบไม่ได้เช่นกัน เพราะอิชิโร่มาเที่ยวเมืองไทยแทบทุกปี เขาเล่าถึงความประทับใจที่มีต่อเมืองไทยให้เราฟังบ่อยครั้ง จับใจความได้ว่า “ เมืองไทยมีทะเลสวย ธรรมชาติงดงาม คนไทยใจดี ” แหม!! น่าจะบอกว่าสาวไทยสวยอีกสักหนึ่งข้อ ก็คงจะดีไม่น้อย J ทุกครั้งที่อิชิโร่มาถึงกรุงเทพฯ ก็มักจะไปนอนพักที่โรงแรมละแวกรัชดาภิเษก ครั้งนี้หญิงไทยใจงามทั้งหลายเสนอแนะให้อิโร่ลองไปนอนพักที่โรงแรมแห่งใหม่ดูบ้างเพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ และจะได้เห็นความเป็นไทยในแบบอื่นที่แตกต่าง และโรงแรมนั้นก็คือ “ โรงแรมพระนครนอนเล่น ” อยู่ในซอยเทเวศร์ 1 ที่ตัดสินใจเลือกโรงแรมพระนครนอนเล่นให้อิชิโร่ก็เพราะเราเห็นกันว่าโรงแรมนี้มีความเป็นไทยที่ดูสงบ และงดงามไปด้วยลายเพ้นท์ภาพดอกไม้สีหวาน น่าจะถูกใจเพื่อนรักชาวญี่ปุ่นของเราที่มีอาชีพเป็นเจ้าของสวนดอกไม้ที่ญี่ปุ่น การที่เขาได้มาเห็นบรรยากาศที่ร่มรื่นแวดล้อมไปด้วยพันธุ์ไม้ของไทย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาชื่นชอบ เพราะเขาได้เรียนรู้และทำความรู้จักกับต้นไม้ดอกไม้ในบ้านเรา
เรื่องเล่าของพระนครนอนเล่นในวันนี้เป็นเรื่องเล่าที่มาพร้อมภาพบรรยากาศหลังหนึ่งทุ่มตรง หลังจากที่พวกเราเลี้ยวเข้าซอยเทเวศน์ 1 ตรงไปอีกไม่ไกลก็จะเห็นซอยเล็กๆ ทางขวามือ ชะโงกหน้ามองเข้าไปในซอยก็จะเห็นประตูสีสันสวยงามติดป้ายชื่อโรงแรมพระนครนอนเล่น (Phranakorn NornLen)
สายตาแรกที่ได้เห็นประตูหน้าโรงแรม ก็ทำให้อยากวิ่งลงไปถ่ายรูปซะแล้ว และแล้วสายตา สมอง หัวใจ มือและขา ก็ช่างสัมพันธ์กันเหลือเกิน เรากับเพื่อนรีบวิ่งปรู๊ดลงจากรถ ไปโพสท์ท่าถ่ายรูปกับประตูที่มองดูธรรมดาแต่มันไม่ธรรมดา เมื่อดูจากโครงสร้างที่เป็นไม้เก่าผสานสีสันของประตูที่มีหลากสีแต่กลมกลืน รวมถึงดวงไฟส่องสว่างที่เน้นให้ประตูดูและชื่อโรงแรมดูเด่นชัดขึ้นมา อีกทั้งดอกไม้สีเหลืองที่ห้อยระย้าลงมาประดับประตูบานใหญ่ ทุกอย่างช่างผสมผสานได้อย่างลงตัว
เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในโรงแรม พวกเราสัมผัสได้ถึงความสงบ อบอุ่น และปลอดภัยที่เหมือนเป็นบ้านมากกว่าโรงแรม ด้านซ้ายเป็นที่นั่งอ่านหนังสือเล่นอินเตอร์เนต สามารถนั่งนอนเอกเขนกได้ ด้านขวาเป็นที่นั่งรับประทานอาหาร มีการจำลองร้านค้ายุคเก่าซึ่งสร้างเสน่ห์ให้กับที่นี่ ตรงกลางมีสวนต้นไม้เพิ่มความเป็นธรรมชาติ แต่ความสวยงามที่แฝงอยู่ก็คือภาพดอกไม้ที่อยู่บนโต๊ะและปลอกหมองอิง พร้อมทั้งการใช้สีที่ทำให้พระนครนอนเล่นดูสดใสแม้ในยามค่ำ 
ระหว่างที่ชื่นชมความสวยงามที่ดูสดใสนั้น ก็ขอชักภาพเป็นที่ระลึกร่วมกันสักใบสองใบ เห็นหน้าอิชิโร่ยิ้มแย้มและชื่นชอบโรงแรมที่เพื่อนๆ พี่ๆ ได้แนะนำในครั้งนี้ก็ดีใจแล้ว : )
ขนาดในห้องน้ำของโรงแรมก็ยังมีรายละเอียดในเรื่องสีสันและภาพวาดที่ไม่หลุดคอนเซ็ปต์แม้แต่น้อย ที่สำคัญสะอาดและมีการถ่ายเทอากาศที่ดีด้วยค่ะ
พวกเราเดินสำรวจและชื่นชมด้านล่างของโรงแรมอยู่นาน ก็ถึงเวลาเดินขึ้นไปส่งอิชิโร่บนห้องพักที่ชั้นสองกันแล้ว ระหว่างทางเดินก็ไม่อยากจะพลาดการถ่ายภาพแม้แต่ฉากเดียว ก็แหม!! มันสวยไปทุกพื้นที่ขนาดนั้น ใครหละจะอยากพลาด ใช่ไหมคะ!!
เดินมาถึงหน้าห้องพัก 203 ของอิชิโร่กันแล้ว และแล้วชายหนุ่มสัญชาติญี่ปุ่นก็ชวนเหล่าสาวงามชาวไทยเข้าไปในห้องพัก อ๊ะ!! อย่าเพิ่งตกอกตกใจกันไป หญิงไทยอย่างเราขอเข้าไปชื่นชมความสวยงามในห้องพักห้องนี้เท่านั้น เพราะเคยได้ยินมาว่าที่โรงแรมพระนครนอนเล่นในแต่ละห้อง จะมีภาพวาดที่ไม่เหมือนกัน ส่วนห้องนี้จะมีลวดลายเป็นอย่างไรกันนะ เลื่อนสายตาลงมาชมพร้อมกันเลยค่ะ 
โอ้โห !! ห้องพักอิชิโร่สีหวานแหวว เตียงใหญ่ แอร์เย็นสบาย นอกจากรายละเอียดของภาพวาดแล้ว ก็ยังประดับประดาไปด้วยลูกปัดที่ห้อยระย้าสร้างความอ่อนหวานให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น อิชิโร่ถึงแม้จะเป็นชายแท้ แต่หัวใจเต็มไปด้วยความชอบในความสวยงามของดอกไม้ทุกชนิด เขาถึงลงทุนปลูกดอกไม้ขาย มีชีวิตในญี่ปุ่นซึ่งต้องทำงานกับดอกไม้ 7 เดือน อีก 5 เดือนก็เป็นช่วงเวลาพักผ่อนที่สามารถท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง และจะต้องแวะเวียนมาเที่ยวเมืองไทยเสมอ พวกเราได้ส่งอิชิโร่ถึงในห้องพักแล้ว ก็ถือว่าหมดภาระกิจในหน้าที่เพื่อนชาวไทยที่สุดแสนเฟรนลี่แล้วค่ะ ห้องพักที่เราเปิดให้ดูนี้ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,800 บาท ส่วนห้องพักในแบบอื่นก็มีอยู่หลายราคาขึ้นอยู่กับขนาดและแบบของห้องพัก สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รร.พระนครนอนเล่น โทร. 02-964-9951 ค่ะได้มาเห็นความสวยงามของลายดอกไม้ที่เพ้นท์ลงบนผนังแบบนี้แล้ว ทำให้อยากมีผนังลายสวยแบบนี้ที่บ้านบ้างจังเลยค่ะ
*******************************************************************************************
หากกล่าวถึงเครื่องปั้นดินเผา หลายคนก็คงนึกถึงชุมชนบ้านด่านเกวียน จังหวัดนครราชสีมา เพราะที่แห่งนี้เป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องปั้นดินเผาหลากหลายรูปแบบ ส่วนเหตุผลที่ด่านเกวียนเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาชั้นดีที่มีความสวยงาม คงทน และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และยังสามารถเรียกได้ว่าเป็นงานศิลปกรรมพื้นบ้านที่ได้ทำสืบทอดกันมายาวนานของคนในชุมชน ก็เพราะมาจากจุดแข็งในเรื่องของ “ ดิน ”เนื่องจากดินในลำน้ำมูลที่ใช้ทำเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีแร่สนิมเหล็กที่ไม่เหมือนดินจากแหล่งอื่น คือเป็นดินเหนียวที่มีเนื้อเป็นสีแดงเข้มจนเกือบดำ และเมื่อเผาจนดำแล้วจะมีความแข็งกว่าดินในทุกพื้นที่ และขึ้นรูปได้ดี สามารถออกแบบและปั้นได้ตามความต้องการ ซึ่งจากจุดแข็งนี้เอง ที่ทำให้ชาวชุมชนด่านเกวียนสามารถสร้างสรรค์เครื่องปั้นดินเผาจากการผลิตเพื่อใช้งานเอง สู่การสร้างอาชีพที่ยั่งยืนของคนในชุมชน และในปัจจุบันได้พัฒนาดินเผาพื้นบ้านสู่ตลาดส่งออกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอีกด้วย และจากการที่ดินเผาด่านเกวียนสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวของผลิตภัณฑ์เองแล้ว ยังสามารถทำให้บ้านด่านเกวียนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยอีกด้วยค่ะ

และเมื่อเราเดินทางมาถึง ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ก็จะเห็นร้านค้าเครื่องปั้นดินเผาเรียงรายอยู่สองฟากฝั่งถนน ถ้าไม่ได้แวะลงไปชื่นชมหรือเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้มาไว้ประดับตกแต่งบ้านและสวนก็คงจะเสียดายแย่ เพราะว่าได้มีโอกาสมาเยือนถึงถิ่นเครื่องปั้นดินเผากันแล้ว …. ว่าแล้วก็ขอลงไปเลือกแจกันงามๆ กระถางสวยๆ ต่อด้วยของฝากจากดินเผาชิ้นเล็กๆ ก่อนนะคะ

ขณะที่เรากำลังเลือกซื้อเครื่องปั้นดินเผาอยู่นั้น ก็จะเห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและคนไทยแวะเวียนมาสั่งซื้อสินค้า สั่งกันทีหนึ่งเป็นสิบชิ้นร้อยชิ้นขึ้นไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการย้ำให้เราเห็นว่า เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนนั้น เป็นที่นิยมของผู้คนมากมาย และยิ่งในปัจจุบันคนไทยเราหันมาสนใจการตกแต่งบ้านและจัดสวนกันมากขึ้น ทำให้สินค้าพื้นบ้านอย่างเครื่องปั้นดินเผาเป็นที่ต้องตาต้องใจนักตกแต่งบ้าน ยิ่งถ้าเครื่องปั้นดินเผาสามารถพัฒนารูปแบบที่หลากหลายและมีสวยงามทั้งในแง่ของรูปทรง สีสัน หรือการเลียนแบบให้คล้ายคลึงของเก่า เพื่อให้เข้ากับสไตล์การตกแต่งบ้านและสวนของแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น อย่างที่ชุมชนบ้านด่านเกวียนได้ทำอยู่นั้น ก็จะยิ่งสร้างความน่าสนใจให้กับตัวของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นไปอีกค่ะ
ส่วนเรื่องราคาของสินค้าก็ไม่แพงอย่างที่คิดด้วยนะคะ มีตั้งแต่ราคาหลักสิบจนถึงจนหมื่น อ๊อ!! หลักแสนก็มีอยู่บ้างค่ะ ขึ้นอยู่กับขนาด ลวดลาย การใช้สี และวัตถุดิบในการตกแต่ง ครั้งนี้เราซื้อกระถางใบโตสีสันสวยงามมาในราคา 240 บาทเท่านั้นส่วนกระถางปลูกต้นไม้ใบเล็กก็อยู่ที่ราคา 30 – 50 บาท เป็นราคาที่พอจะเอื้อมถึง แบบนี้เรียกว่า ” สุดคุ้มค่ะ ”

มาถึงแหล่งเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียนทั้งที ถ้าไม่ซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับไปประดับตกแต่งบ้านหละก็เสียดายแย่เลยค่ะ และในปัจจุบันนี้แหล่งชุมชนบ้านด่านเกวียนมีร้านค้าจำหน่ายสินค้าเครื่องปั้นดินเผามากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อกันมากขึ้น หากเดินจนเมื่อยก็มีร้านค้าขายเครื่องดื่มอย่างกาแฟและน้ำผลไม้ไว้คอยบริการด้วยค่ะ
ถ้าหากใครไปเที่ยวที่จังหวัดนครราชสีมา ก็อย่าลืมแวะเวียนมาเยี่ยมชมสินค้าดินเผาพื้นบ้าน ที่สามารถเดินทางสู่ตลาดส่งออกได้ อย่างเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน ที่ ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา แล้วเราจะได้เห็นกันค่ะว่าผลิตภัณฑ์พื้นบ้านเหล่านี้มีคุณค่าและความสวยงามอย่างไร และเหตุใดชาวต่างชาติจึงนิยมชมชอบกันมาก เราเป็นคนไทยมีของดีอยู่ในเมืองไทยต้องช่วยกันสนับสนุนค่ะ
***************************************************************************************
ตลอดเดือนกรกฏาคมนี้ที่จังหวัดอุบลราชธานี มีการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ( The Candle Festival of Ubon Ratchathani 2008 ) “ เมืองอุบลบุญล้นล้ำ บุญธรรมบุญทาน สืบสานตำนานเทียน ” และจะมีขบวนแห่เทียนพรรษาให้ชมกันในวันที่ 18 กรกฏาคม 2551 ซึ่งตรงกับวันเข้าพรรษา ที่บริเวณทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานีค่ะ จึงอยากเชิญชวนให้ไปชมความงดงามของเทียนพรรษาในวันดังกล่าว แต่ถ้าใครไม่สามารถไปชมในวันที่มีขบวนแห่เทียนพรรษา แต่อยากเห็นเทียนพรรษาที่สวยงามของปีนี้ ก็สามารถไปชมได้ตลอดเดือนกรกฏาคม เพราะงานนี้จัดถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมค่ะ ส่วนทริปนี้เราไปเที่ยวอุบลฯ ก่อนวันที่ 18 กค.. ถึงแม้จะไม่ได้เห็นความอลังการของขบวนแห่เทียนพรรษา แต่ขอไปเห็นความตั้งอกตั้งใจในการสร้างสรรค์เทียนพรรษาของคนในชุมชนวัดต่างๆ ของเมืองอุบลราชธานี ก็ถือว่าคุ้มค่าเช่นกันค่ะ 
แต่ก่อนอื่นต้องขอไปเติมพลังมื้อเช้ากันด้วยไข่กระทะ โจ๊ก ข้าวต้ม ปาท่องโก๋ เสิร์ฟพร้อมกาแฟร้อนๆ อาหารเช้าประจำของผู้คนในอำเภอเมืองกันก่อน ก็แหม!! มาถึงอุบลราชธานีทั้งที ถ้าไม่ได้รับประทานไข่กระทะหละก็เสียดายแย่เลยค่ะ 
และอย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่าถ้าปีนี้ไม่ได้ไปชมขบวนแห่เทียนพรรษา ก็ขอไปชมความตั้งใจสร้างสรรค์เทียนพรรษาของช่างเมืองอุบลฯ เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วค่ะ เพราะงานตกแต่งเทียนพรรษานั้นนับเป็นงานศิลปะที่แสดงถึงรากฐานภูมิปัญญาของช่างเมืองอุบลฯ ที่ได้สืบทอดงานศิลปกรรมเหล่านี้มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด เพราะมาจากความเชื่อที่ว่าการทำเทียนพรรษานั้นนอกจากจะเป็นการสืบสานประเพณีที่ดีงามแล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาในพุทธศาสนา และยังถือเป็นการชักชวนให้พุทธศาสนิกชนมาร่วมทำบุญด้วยกันในวันเข้าพรรษาอีก ซึ่งในแต่ละปีจะมีชุมชนวัดต่างๆ สร้างสรรค์ต้นเทียนพรรษาที่มีความสวยงามออกมาสู่สายตาของประชาชน

สิ่งที่เราเห็นได้ก็คือความร่วมแรงร่วมใจของผู้คนในชุมชน พระ เณร ตลอดจนนักศึกษาที่มาร่วมกันสร้างสรรค์เทียนพรรษาของชุมชนของตน กว่าที่จะเสร็จสมบูรณ์ก็ใช้เวลากว่าสองเดือนเลยทีเดียวค่ะ

ณ ทุ่งศรีเมือง ในวันที่ 18 กรกฏาคมนี้จะมีพิธีเปิดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2551 และจะมีขบวนแห่เทียนพรรษาของแต่ละคุ้มวัด ที่ประกอบไปด้วยดนตรี การละเล่น และการฟ้อนรำ ที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับชาวเมืองอุบลฯ และในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ พิธีอันเชิญเทียนหลวงพระราชทาน กิจกรรมหลอมเทียนหลอมใจ กิจกรรมพาข้าวแลง กิจกรรมปฏิบัติธรรม กิจกรรมสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชน และการแสดงประกอบแสงสีเสียงต่างๆ หากท่านใดสนใจร่วมงานประเพณีแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่อลังการประจำปีนี้ ก็สามารถไปร่วมงานได้ที่ทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานีค่ะ

ความเชื่อของการถวายเทียนแด่พระสงฆ์ จะทำให้ชีวิตของเราพบเจอแต่ทางสว่างสดใส มีจิตใจและปัญญาที่ดี เพราะในอดีตนั้นการถวายเทียนแด่พระสงฆ์ก็เพื่อให้พระสงฆ์ได้จุดเทียนไว้อ่านพระไตรปิฎกและหลักธรรมคำสอนต่างๆ ในยามค่ำคืน เพื่อจะได้สืบทอดพระพุทธศาสนาและนำคำสอนต่างๆ มาเผยแพร่แก่พุทธศาสนิกชนต่อไปนั่นเองค่ะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++