เที่ยวดินแดนสามประสบ..ชื่นชมทิวทัศน์สะพานมอญ
อีกหนึ่งโปรแกรมท่องเที่ยวกาญจนบุรีของพวกเราก็คือการไปเยือนสังขละบุรี ดินแดนที่ใครหลายคนต่างลงความเห็นว่าสวยงามและแฝงไปด้วยเสน่ห์ ซึ่งตัวเราเองมาเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีครั้งใด ก็ยังไม่เคยไปถึงอำเภอสังขละบุรีเลยสักครั้ง ถึงแม้วันนี้แสงแดดจะร้อนแรงแต่ก็ไม่สามารถห้ามความตั้งใจของพวกเราไว้ได้
อำเภอสังขละบุรี เป็นอำเภอที่มีชายแดนติดกับประเทศพม่า และอยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 215 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 แต่จากบ้านห้วยอู่ล่องรีสอร์ทที่เราพักไปถึงสังขละบุรีก็แค่ 70 กิโลเมตรเท่านั้น ดังนั้นระยะเวลาเดินทางก็ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ทำให้วิงเวียนได้ตลอดระยะทาง หนำซ้ำห้องน้ำก็ไม่มี ใครที่คิดจะเข้าห้องน้ำเวลานี้ก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าจะผ่านเส้นทางทองผาภูมิ-สังขละบุรี ก็ควรเตรียมตัวเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย และใครที่เมารถบ่อยๆ ก็ให้กลืนยาเมารถกันไว้ก่อนดีที่สุดค่ะ ระยะทางที่แสนเวียนหัว ก็ไม่ได้น่ากลัวเสมอไป แต่ในทางตรงกันข้ามกลับมอบความสวยงามให้แก่เรา เพราะเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขาเลียบทะเลสาบเขื่อนเขาแหลมหรือเขื่อนวชิราลงกรณ์ ทำให้เรามองเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม
ส่วนคำว่า “ดินแดนสามประสบ” ที่ผู้คนใช้เรียกกันนั้นมีที่มามาจากการที่ตัวอำเภอสังขละบุรีตั้งอยู่บริเวณที่มีแม่น้ำสามสายไหลมาบรรจบกัน นั่นก็คือแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ซึ่งไหลมารวมกันกลายเป็นแม่น้ำแควน้อยนั่นเอง และที่สังขละบุรีแห่งนี้เป็นดินแดนที่มีชาวมอญอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าใครอยากจะมาชมวิถีชีวิตและประเพณีดั้งเดิมของชาวมอญ ก็ให้มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวังค่ะ
ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวที่มีวิวแสนสวยกันแล้ว ก็ถึงสังขละบุรีตามใจสั่งแล้วค่ะ สถานที่แรกที่เราไปเยือนนั่นก็คือ วัดวังก์วิเวการาม หรือที่คนแถวนั้นเรียกว่า “วัดหลวงพ่ออุตตมะ” ซึ่งวัดนี้เป็นวัดใหม่ที่สร้างแทนวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะ ก็เพราะวัดเก่านั้นได้กลายเป็นวัดใต้น้ำ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว Unseen Thailand ชื่อดังของเมืองกาญฯ ไปแล้วค่ะ และเหตุที่วัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะกลายเป็นวัดใต้น้ำก็เพราะเมื่อมีการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นจนท่วมวัดเมื่อปี 2527 ดังนั้นในเวลาต่อมาหลวงพ่ออุตตมะและชาวมอญจึงได้ร่วมใจกันสร้างวัดแห่งใหม่นี้ขึ้นมาค่ะ
และในวันนี้พวกเราก็ได้มีโอกาสมากราบพระศพของหลวงพ่ออุตตมะ หรือพระมหาอุตตมะรัมโภภิกขุ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองกาญฯ ซึ่งท่านได้มรณภาพไปเมื่อปี 2549 ด้วยอายุ 95 พรรษา เมื่อมาถึงที่นี่และได้มากราบไหว้ท่านถือได้ว่าเป็นบุญของเราจริงๆ ค่ะ เพราะท่านเป็นที่เคารพนับถือของชาวมอญ ชาวพม่า ชาวกระเหรี่ยง และชาวไทยโดยทั่วไป ที่วัดวังก์วิเวการามมีความสวยงามทางศิลปะ ซึ่งเราอาจจะเรียกไม่ถูกและแยกไม่ออกว่าศิลปะนั้นคือศิลปะในยุคสมัยใด แต่จากที่เราเห็นสามารถบอกเราได้ว่าที่วัดแห่งนี้มีความสวยงามและมีความเป็นเอกลักษณ์



จากวัดวังก์วิเวการามไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรจะเป็นที่ตั้งของเจดีย์จำลองแบบจากเจดีย์พุทธคยาที่ประเทศอินเดีย ซึ่งหลวงพ่ออุตตมะได้ริเริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2518 และสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2529 และในครั้งนี้เราไม่พลาดที่จะไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา) ที่เจดีย์พุทธคยาจำลองแห่งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตค่ะ
ไหว้พระทำบุญกันแล้วก็ถึงเวลาไปชมทิวทัศน์สวยๆ บนสะพานไม้ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสังขละบุรี ซึ่งสะพานไม้แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากวัดวังก์วิเวการาม ชื่อของสะพานนี้ก็คือ “สะพานไม้อุตมนุสรณ์” หรือชื่อที่เรารู้จักกันก็คือ “สะพานมอญ” นั่นเองค่ะ

สะพานมอญเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของชาวไทยรามัญหรือชาวมอญ ที่มีต่อหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งสะพานไม้แห่งนี้ทอดผ่านแม่น้ำซองกาเลียที่มาจากประเทศพม่า และสะพานมอญแห่งนี้ก็ยังเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างอำเภอสังขละบุรีกับหมู่บ้านมอญอีกด้วยค่ะ และตอนนี้พวกเราก็กำลังเดินเล่นชมทิวทัศน์ และถ่ายรูปบนสะพานไม้จากฝั่งหมู่บ้านมอญไปจนถึงฝั่งอำเภอสังขละบุรี เดินอยู่บนสะพานมอญก็ทำให้นึกถึงความพยายามและความร่วมแรงร่วมใจของผู้ที่สร้าง ถึงแม้สะพานจะไม่ตรง แต่นี่แหละคือความงดงามและความมีเสน่ห์ที่แฝงอยู่ในตัว


ว่าไปแล้วสะพานมอญก็เหมาะสำหรับการมาถ่ายภาพแต่งงานของคู่รักเหมือนกันนะเนี่ย คงเป็นเพราะเส้นสายของสะพานที่มีความสวยงามและบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความสงบ เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความสดชื่น สดใส และมีชีวิต ทำให้แต่ละภาพมีความเป็นธรรมชาติอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ
หลังจากเดินเล่นถ่ายภาพฝ่าแสงแดดอันร้อนแรงมาเรื่อยๆ ก็ถึงอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสะพานปูนสีแดงสวยสดใส และบริเวณนี้เราก็สามารถมองเห็นบรรยากาศรอบๆ ทั้งวิถีชีวิตริมแม่น้ำของชาวมอญ และสะพานมอญเส้นยาวที่ทอดตัวสวยงามข้ามแม่น้ำซองกาเลียค่ะ

เสียดายอย่างหนึ่งที่ครั้งนี้พวกเราไม่มีเวลาเหลือพอที่จะนั่งเรือไปชมวัดใต้น้ำ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากสะพานมอญแห่งนี้ แต่ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสมาเที่ยวสังขละบุรีอีกครั้ง จะต้องนอนพักค้างคืนและตื่นขึ้นมาใส่บาตรพระบนสะพานมอญ สัมผัสอากาศเย็นสบาย นั่งชมสายหมอกสวย และจะต้องไปชมวัดใต้น้ำ สถานที่ท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ให้ได้ค่ะ
ทริปเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีของพวกเราในครั้งนี้ต้องปิดฉากความสนุกสนาน ตื่นเต้น สวยงาม และน่าประทับใจลงที่สะพานมอญ ณ สังขละบุรีแห่งนี้ค่ะ
ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปที่ร่วมกันสร้างสีสันให้ทริปนี้แสนสนุกยิ่งขึ้น และขอบคุณภาพสวยๆจากคุณอ้อ Rada on ค่ะ
บุณณดา
…………………………………………………..



































