ภูกระดึง
ช่วงปลายฝนต้นหนาวมาเยือนคราวใด..ทำให้นึกถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
ที่เต็มไปด้วยหมอกหนา..อากาศหนาวเย็น..ต้นสนสีเขียว..และวิวสวยๆ
และที่กล่าวไปนั้นก็คือ “ ภูกระดึง ” สถานที่ที่หลายคนนึกถึงภาพความลำบาก
แต่ก็มีอีกหลายคนที่นึกถึงภาพความสนุกและความสวยงาม
และเราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่นึกถึงภาพความสนุกและความสวยงามของภูกระดึง
การเดินขึ้นเขาเป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตรนั้น..ได้สร้างความเหนื่อยให้แก่เราก็จริงอยู่
แต่สิ่งที่ได้มาอีกอย่างก็คือความภูมิใจ..ภูมิใจที่สามารถชนะใจตัวเอง..
ภูมิใจที่เราสามารถเดินขึ้นภูสูงได้สำเร็จ..
เพราะสิ่งที่รอเราอยู่บนภูสูงนั้นมันคือความสวยงามของธรรมชาติ
ที่ช่วยเติมเต็มชีวิตคนเมืองกรุงอย่างเราได้ค่ะ
แต่ก่อนที่จะไปเยือนภูกระดึงของเราและผองเพื่อนในปีนี้
ขอเล่าถึงบรรยากาศของการไปเที่ยวภูกระดึงเมื่อปีก่อนมาให้อ่านกันนะคะ
แหม !! แต่ถ้าใครได้ไปช่วงนี้ก็อดที่จะอิจฉาไม่ได้ค่ะ
เพราะภูกระดึงเพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมานี้เอง..หลังจากที่ปิดมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน
(ฤดูการท่องเที่ยวของภูกระดึงคือเดือนตุลาคม-พฤษภาคมของทุกปี
ส่วนเดือนมิถุนายน - กันยายน..จะปิดทำการ..เพื่อฟื้นฟูป่าค่ะ)
………………………………………………………………………………..
ครั้งล่าสุดพวกเราไปเที่ยวภูกระดึงเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว
ครั้งนั้นเราไปช่วงปลายฝนต้นหนาวเหมือนอย่างช่วงเวลาในตอนนี้
ทริปภูกระดึงในครั้งนั้นเป็นครั้งที่ 3 .. ที่เราได้ไปสัมผัสความสวยงามบนภูกระดึง
แต่ที่พิเศษคือ..ได้ไปเที่ยวกับคนสนิทถึง 6 คนด้วยกัน
เริ่มต้นการเดินทางในครั้งนี้..เวลา ตี 2 ของวันที่ 4 พย.
รวมสมัครพรรคพวกได้ครบ..ก็รีบบึ่งไปภูกระดึงกันเลย
เส้นทางที่เราใช้ในการเดินทางคือ กรุงเทพ - สีคิ้ว - ชุมแพ - ภูกระดึง
กว่าจะขับรถไปถึง อช.ภูกระดึงก็เช้าพอดี .. ( ไม่ได้นอนกันเลย )
และจอดรถที่ลานจอดรถของเขตอุทยานฯ (มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยรถของเราให้ด้วยค่ะ)
จากนั้นก็รีบไปแปรงฟัน..อาบน้ำ..ทานข้าว..ให้ร่างกายสดชื่น..เตรียมพร้อมสำหรับการขึ้นเขา
เมื่อพวกเราพร้อมกันแล้ว…ก็ยกสัมภาระไปชั่งกิโล…เพื่อให้ลูกหาบได้หาบขึ้นไป
การใช้บริการของลูกหาบ นอกจากจะเป็นการทุ่นแรงของเราแล้ว
ก็ยังถือว่าเป็นการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในแถบนี้อีกด้วยนะคะ
พวกเขาจะได้ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวในบ้านเกิด ไม่ต้องทิ้งบ้านไปหาเงินในเมืองกรุงค่ะ

สัมภาระของพวกเราหนักรวม 77 กิโลกรัม
เมื่อจัดการทุกอย่างพร้อมแล้ว..ก็ลุยกันเลย
FIGHT !!!!!!!!!
………………………………………………………………………………..

จากที่ทำการฯ ด้านล่าง…..ขึ้นสู่ยอดเขาภูกระดึงนั้น …
ระหว่างทางเราจะเจอซำต่างๆ หรือว่าที่พักนั่นเอง…
บริเวณซำต่างๆ ก็จะมีร้านอาหาร และห้องน้ำ ไว้บริการ……..
แต่กว่าจะถึงยอดภูกระดึงนั้น..เราก็ต้องเดินผ่านหลายซำเลยหละ…
ซำแรกหลังจากที่เราเดินผ่านมา 1 กม. ก็คือ…….
ซำแฮก หรือว่า ซำแรกนั่นเอง …
คำว่า ซำ หรือ ซับ หมายถึง แหล่งน้ำ
ส่วนคำว่า แฮก…หมายถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามภาษาท้องถิ่น
แต่หลายคนเปรียบเปรยว่า ซำแฮกหมายถึงซำที่กว่าจะเดินมาถึงก็หอบแฮกๆๆ อิอิ..
** และตอนนี้เราก็เดินผ่าน 1 กิโลเมตรมาแล้ว….
พอมาถึงก็ขอกินขนมปังน้ำแดงกันก่อนเลยนะ..
ที่บริเวณซำแฮก..มีจุดชมวิวที่สวยงามมากด้วย

หลังจากอุ่นเครื่องจนร้อนแล้ว……
ระยะทางข้างหน้าอีกหลายกิโลเมตร …ไม่ใช่ปัญหาแล้วค่ะ.. (จริงดิ!! เฮ่อ)
ผ่านซำแรก..คือซำแฮกไปแล้ว….
ก็ยังเหลืออีกหลายซำดังนี้ค่ะ…
ซำบอน / ซำกกกอก / ซำกอซาง / พร่านพรานแป / ซำกกหว้า / ซำกกไผ่ / ซำกกโดน / ซำแคร่
ภาพทั้งหมดนี้..เป็นรวมการเดิน (เดินจริงๆ) ระหว่าง ซำบอน จนถึง ซำแคร่..
ตอนที่อยู่ซำแฮกทานขนมไปแล้ว..คราวนี้ทานข้าวบ้างก็แล้วกัน…หิว..หิว..หิว..เหนื่อย..เหนื่อย..เหนื่อย
หลังจากซำแคร่….เราก็ต้องฝ่าด่านสุดโหดอันสูงชันที่สุด..ก่อนจะขึ้นสู่หลังแป….
…….ใกล้ถึงความจริงแล้ว……

ถึงแล้ว……………………………….ถึงหลังแปแล้วค่ะ
เมื่อเราผ่านการเดินขึ้นเขา 5 กิโลเมตรครึ่ง..ก็จะถึงด้านบนภูกระดึง
จุดนี้เรียกว่า “หลังแป”
และที่นี่มีป้ายคำว่า “ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิชิตภูกระดึง”
ขึ้นมาถึงก็ต้องขอถ่ายรูปกับป้ายแห่งความภาคภูมิใจของพวกเรา
เพื่อให้สาสมแก่ความเหนื่อย..ถ่ายกันให้หนำใจไปเลย
หลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้ว…พวกเราก็โชคดี..เพราะหันไปเห็นจักรยาน..
Oh !! My GoD
ด้านบนภูกระดึงมีจักรยานไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวแล้วนะคะ
การขี่จักรยานถือว่าเป็นการเหยียบย่ำธรรมชาติน้อยมาก เพราะจักรยานไม่ใช้น้ำมันไม่มีควันพิษ
ใช้แต่แรงของเราเองล้วนๆ..ปั่นกันไป คุยกันไป.. ประหยัดแรงกาย แถมลมเย็นสบายด้วย
อิอิ
(ตอนนี้บนภูกระดึงมีจักรยานไว้ให้บริการแล้วนะคะ…ค่าเช่าวันละเท่าไรจำไม่ค่อยได้แล้วค่ะ)
เข้าไปดูรายละเอียดที่ http://www.phukraduengbiking.com นะคะ
ส่วนบริเวณที่พักจักรยานเขามีเส้นทางสำหรับจักรยานไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ทำความเข้าใจ
และคอยดูแลความปลอดภัย พร้อมกับอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดเส้นทาง ..
การขี่จักรยานชมวิวนั้น เป็นการประหยัดเวลาในการเดิน และเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานมาก
จักรยานจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการท่องเที่ยวบนภูกระดึงของพวกเราค่ะ…
หลังจากขี่จักรยานอีก 3 กิโลเมตร..เพื่อเข้าสู่ที่ทำการวังกวาง และเข้าสู่ที่พัก..ก็มืดพอดี…
จบการเดินทางวันแรกพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมา..เราไปเที่ยวกันต่อนะคะ……………

เช้าในวันนี้……. หมอกสวยมาก
หลังจากนอนฟังเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงๆ (อย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน)
และเสียงฝนที่โปรยปรายลงมากระทบเต็นท์
ในเต็นท์ผู้หญิง..ท่องนะโม ตัสสะฯ กันเต็มที่….ส่วนในเต็นท์พวกผู้ชาย..คงกรนคร็อกฟี๊ ๆๆๆ
แต่พอตื่นเช้าขึ้นมา…โอ้โห!! อย่างกับสวรรค์ (โอเว่อร์ไปปะ??)
..หลังฝนตก…ก็มีหมอกขาว..ลอยเต็มภูกระจายอยู่ทั่วบริเวณที่พัก..
เป็นความสวยงามยามเช้าที่น่าจดจำ…………..
ตื่นเช้าสูดอากาศดี..สัมผัสไอหมอก..แล้วก็ไปดื่มกาแฟร้อนๆ กันจ้า


วันนี้พวกเราไม่ได้เดินไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ กัน….
เพราะวางแผนไว้ว่า…จะพักผ่อนสูดอากาศแถวๆ ที่พัก..ชิลๆ กันไป..
พอตกบ่าย..ก็เดินไปไหว้พระพุทธเมตตา…(จากที่พักเดินไปแค่ 200 ม.)
เพื่อเป็นการแสดงความเคารพยามที่เราขึ้นไปเยือนป่าบนภูกระดึงแห่งนี้
และเพื่อความเป็นสิริมงคลค่ะ
ตกดึกก็ไปนั่งทานข้าว ซดแกงร้อนๆ
หมดไปอีกหนึ่งวันชิลๆ….
…………………………………………………………………………
ตื่นเช้าขึ้นมาอีกหนึ่งวัน
วันนี้ตั้งนาฬิกากันไว้ตี 5…รีบแปรงฟัน..แล้วประแป้ง (ยังห่วงสวยอยู่)
แล้วก็ขี่จักรยานไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น (ระยะทางจากที่พักไปผาประมาณ 2
กิโลครึ่ง)
แต่เช้านี้..ฟ้าปิด…ไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นสว่างจ้า..แต่ได้เห็นแสงนวลๆ สวยๆ พร้อมไอหมอกมาแทน..
นับเป็นเสน่ห์ของช่วงปลายฝนต้นหนาว
หลังจากชื่นชมบรรยากาศสวยๆ ที่ผานกแอ่นแล้ว….
ขากลับเราถีบจักรยาน…ไปไหว้พระที่ลานวัดพระแก้วกันต่อ….
หลังจากที่จอดจักรยานไว้…แล้วเดินเข้าไปบริเวณลานหินนั้น..
เหมือนกับสรวงสวรรค์…หมอกทึบมาก..มองไม่เห็นอะไรเลย..
แล้วต่อจากนั้น..ภาพที่ค่อยๆ ปรากฏตรงหน้าก็คือ..พระแก้วยืน…อู้หู!! สวยสุดๆ เลยค่ะ

หลังจากตื่นนอนแต่เช้าตรู่เพื่อชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น….
และไหว้พระแก้ว…เพื่อเป็นสิริมงคลแล้ว…
พวกเราก็รีบกลับที่พัก..อาบน้ำแต่งตัว..ทานข้าว..เติมพลัง..เพื่อลุยกันต่อ
วันนี้เรามีโปรแกรมไป ” ผาหล่มสัก “ .. โดยการขี่จักรยาน
เป็นระยะทาง 9 กิโลเมตร….
ระหว่างทางแวะเที่ยวที่สระอโนดาต….และบริเวณผาต่างๆ…..
ชมวิว..ถ่ายรูปกันแบบไม่อั้น..วิวสวยมาก….
เมื่อไปถึงผาหล่มสัก..เรายังไม่เดินไปที่บริเวณหน้าผา…
แต่เวลานี้..ขอแวะดื่มน้ำให้หายเหนื่อยก่อน..
เจอร้าน ” ชมพู่มะเหมี่ยว ” ร้านน่านั่ง เจ้าของร้านฮาๆ ดีด้วย …
ที่ร้านเค้ามีสมุดบันทึก..ให้นักท่องเที่ยวระบายอารมณ์ลงไป..
น่ารักดี..พวกเราก็เลยเขียนกันให้สะใจไปเลย
ถ้าหายเหนื่อยแล้ว…จะไปที่หน้าผาหล่มสักกัน..ตอนนี้ขอนั่งพักสบายๆ ก่อน

” ผาหล่มสัก ”
เค้าว่ากันว่า…ใครที่มาเที่ยวภูกระดึงแล้ว..ไปไม่ถึงผาหล่มสัก…ถือว่าไม่ได้มาภูกระดึง..
แล้ววันนี้พวกเราก็มาถึงผาหล่มสักกันแล้วหละ…..
ที่ผาหล่มสัก..เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ชัดเจนและสวยงามที่สุดบนภูแห่งนี้…
วันนี้เราปั่นจักรยานกันมา 9 กิโลเมตร
ชื่นชมความสวยงามของผาต่างๆ จนมาถึงผาหล่มสัก ที่สวยงามมาก

แต่วันนี้เราไม่ได้รออยู่ชมพระอาทิตย์ตกนะคะ…..
เพราะต้องรีบปั่นจักรยานกลับไปที่พักอีก 9 กิโลเมตร….
(วันนี้ปั่นรวม 18 กม…เหอ..เหอ..เหอ)
ออกจากผาหล่มสักเวลา 4 โมงเย็น..
ปั่นไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักดื่มน้ำ กินขนม…ชมดอกไม้..แซวเพื่อนไปเรื่อยๆ …
ต้นไม้ที่เป็นจุดเด่นบนภูกระดึงก็มีทั้งสนสองใบ และสนสามใบ..อวดโฉมให้เราชมตลอดเส้นทาง
กลับถึงที่พักก็ประมาณ 6 โมงกว่าๆ.. มืดแล้ว..อาบน้ำแต่งตัว…ไปทานข้าว
หมดแรงไปหนึ่งวันเต็มๆ..แต่เป็นหนึ่งวันที่สนุกและคุ้มค่า…..คืนนี้หลับเป็นตายแน่นอน

เช้าสุดท้ายบนภูกระดึง…..วันนี้ต้องกลับบ้านแล้ว
ตื่นมาปุ๊บก็ไปนั่งดื่มกาแฟหอมๆ อย่างสบายใจ
แล้วกลับมาอาบน้ำ..เก็บของ..เก็บเต็นท์…ถึงเวลาเดินลงสู่ความจริงแล้ว !!
ขาลงคราวนี้พวกเราถ่ายรูปน้อยนิด…อีกอย่างฝนก็เทลงมา..ให้เราเดินลงยากๆ
ซะอย่างนั้น..แต่ก็สนุกดี
พอเดินลงมาถึงซำแฮก..ฝนเริ่มหยุดลง…หมอกมาตรึมเลย..เป็นทะเลหมอกลอยอยู่เบื้องล่าง…
แล้วมันก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมาปะทะตัวเรา..ได้ความรู้สึกดี..ทิ้งทวนทริปสุขสันต์นี้…
ช่วงเวลาความสุขบนภูกระดึงกำลังหมดไป …….. แต่จะจดจำไว้ตลอด
และยอมรับว่า..เป็นทริปที่สนุก มันส์ ฮา เหนื่อย และมีความสุขมากๆ

การไปท่องเที่ยวภูกระดึงช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนั้น
เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 16-18 องศาเซลเซียส
และมีฝนตกบ้าง…แต่หลังฝนตกก็มีหมอกสวยลอยตามมาติดๆ
ส่วนธรรมชาติก็กำลังสดชื่นเขียวขจี..ทากน้อยก็พอมีบ้างนิดหน่อย (แต่หลบกันได้ค่ะ)
และป่ากำลังฟื้นฟูเต็มที่ หลังจากที่ปิดมาตลอด 4 เดือนเต็ม
ช่วงปิดป่าตั้งแต่เดือน มิ.ย - ก.ย.
และช่วงเปิดป่าภูกระดึงให้เที่ยวกันได้คือ ต.ต. - พ.ค….ค่ะ
แต่ถ้าใครชอบความหนาวแบบสะใจก็ควรไปเที่ยวช่วง ธค.-กพ..
(รับรองว่าหนาวสมใจ..และช่วงนั้นทากน้อยก็ไม่ค่อยมาเดินเพ่นพ่านแล้วด้วยค่ะ)
ถ้าถามว่าชอบภูกระดึงช่วงปลายฝนต้นหนาวหรือไม่??
ต้องขอตอบว่า..” ชอบมากค่ะ ” …
เพราะหมอกหนาทึบ..ที่มาเป็นระลอก..ชวนให้เราหลงใหลแล้วหละ
ที่เมืองไทยของเรามีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและธรรมชาติที่สมบูรณ์คอยเราอยู่ค่ะ

บุณณดา
