February 24, 2008

สุราษฯ-กระบี่-เกาะพีพี-อ่าวนาง-สระมรกต (ตอนที่ 2)

Filed under: Krabi — boonnada @ 7:10 pm

ตอนที่สอง..ชีวิตยามค่ำบนเกาะพีพี

เมื่อเราลงจากเรือแล้วเดินเหยียบสะพานไม้ที่เชื่อมไปสู่เกาะ ก็นึกคิดวูบแรกไปถึงภาพข่าวเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่ซัดขึ้นมาบนเกาะพีพีแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อน  ถึงแม้เราจะไม่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์แต่ก็อดคิดถึงภาพเหล่านั้นไม่ได้  เพราะระหว่างการเดินทางมายังเกาะพีพี ก็มีแต่คนเล่าเรื่องราวสึนามิให้ฟังตลอดทาง  บางคนเล่ามาจากเรื่องเล่าอีกที บางคนเข้าไปเป็นคนช่วยเหลือหลังเกิดเหตุการณ์  บางคนประสบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง  ถึงแม้จะเป็นเรื่องเศร้าที่เราก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ถ้ามองในมุมกลับก็ยังมีเรื่องราวดีๆ ที่เกิดจากน้ำใจเพื่อนมนุษย์ให้เราได้เห็น และถ้ามองถึงเรื่องของธรรมชาติวันนี้ที่เกาะพีพีได้รับการฟื้นฟูจากธรรมชาติด้วยตัวของมันเอง และต้องบอกว่าสวยสดงดงามมากกว่าเดิม  ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลสีเขียวมรกตใสที่มองลงไปก็เห็นฝูงปลา หรือจะเป็นหาดทรายสีขาวที่คั่นกลางระหว่างผืนน้ำกับผืนฟ้า ได้เห็นภาพแบบนี้มันช่างแสนวิเศษเหลือเกิน

hi016.jpg picture by ayehello

 

หลังจากพร่ำพรรณนาถึงความสวยงามของเกาะพีพีได้ไม่นาน ก็ต้องกลับมาสู่ปัจจุบันขณะอีกครั้ง เมื่อเราเดินจากสะพานไม้ขึ้นสู่ฝั่ง และเห็นพนักงานของโรงแรมต่างๆ มารอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักเอาไว้  สายตาของเราก็อุตส่าห์มองไปตามชื่อโรงแรมต่างๆ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่ได้จองที่พักไว้นี่นา แล้วทีนี้จะทำอย่างไรกันดีหละ?? ไปหาเอาดาบหน้าอีกแล้วหรือ???  มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละ ก็ไม่ได้จองมานี่   และได้ถามที่ศูนย์บริการข้อมูลบนเกาะเขาก็บอกว่าตามโรงแรมต่างๆ เต็มหมดแล้ว เพราะวันนี้ตรงกับวันเสาร์ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเข้าพักทุกศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ โรงแรมบนเกาะพีพีจะเต็มตลอด ต้องลองเดินหาตามเกสต์เฮ้าส์กันเอาเอง  เฮ่อ!! แต่เอาน่า!! ก็ลุยมาแล้วตั้งแต่เริ่มเดินทาง วันนี้จะลุยอีกสักตั้งสองตั้งจะเป็นไรไป (และนี่ก็คือวิธีการให้กำลังใจตัวเอง แต่ในใจก็คิดว่าถ้าจองไว้ป่านนี้ก็ไม่ต้องมาเดินขาลากแบกกระเป๋าหนักมองซ้ายแลขวาหาที่พักแบบนี้หรอก ) เดินไปเรื่อยๆ จนมายืนอยู่หน้าบริษัททัวร์ญี่ปุ่น (ซึ่งคอยให้บริการคนญี่ปุ่นที่มาเที่ยวบนเกาะ) อิชิโร่ก็พุ่งเข้าไปขอข้อมูลทันที (โธ่!! เจ้าบ้านอย่างเราไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย ฮือฮือ) แล้วไม่นานพนักงานของเขาก็พาเราเดินไปที่พักซึ่งเป็นห้องแถวชั้นเดียวเรียงกันประมาณ 4-5 ห้อง บรรยากาศภายนอกอาจจะดูไม่น่าพัก แต่พอเปิดเข้าไปข้างในก็ดูสะอาดและใหม่เอี่ยมพออยู่ได้ (แหม!! เวลานี้ยังจะเลือกอีก..มีที่ให้พักก็บุญแล้ว)  ราคาห้องพักพร้อมแอร์และเครื่องทำน้ำอุ่นอยู่ที่ 1,200 บาท/คืน  เราก็ตกลงพักที่นี่แหละ เวลานี้อยากอาบน้ำให้สบายตัวจะแย่แล้ว

(ใครที่พลาดการจองที่พักแบบเรา ถ้าจะมาหาข้างหน้าแบบนี้ ก็ต้องเสี่ยงกันหน่อยนะคะ เพราะที่พักบนเกาะพีพี มักจะเต็มทั้งโรงแรมและเกสเฮ้าส์ แต่จะพูดไปตามตรงมันก็ยังพอมีอยู่บ้าง แต่อาจจะต้องเดินหาจนเหนื่อยกายและพลอยทำให้เหนื่อยใจหมดสนุกไปได้ค่ะ ราคาห้องพักของที่นี่ก็มีหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ถ้าเป็นเกสเฮ้าส์หรือห้องพักต่างๆ ที่ไม่ใช่ในโรงแรม แต่มีแอร์ ห้องน้ำและเครื่องทำน้ำอุ่นในตัวก็อยู่ที่1,000-1,500 บาท แต่ถ้าเป็นแบบประหยัดสุดชีวิตก็มี เช่นห้องพัดลม ใช้ห้องน้ำรวม ก็ประมาณ 500 บาท ทางที่ดีก่อนมาเที่ยวก็ควรหาที่พักและจองเอาไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ)

 

blog001.jpg picture by ayehello

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

หลังจากอาบน้ำกันเรียบร้อยแล้ว ก็รวมตัวกันเดินหาห้องพักที่ใหม่สำหรับคืนวันพรุ่งนี้ เผื่อฟลุ๊คมีห้องพักถูกใจว่างสักสองห้อง  แต่เดินจนเมื่อยแล้วก็ยังไม่มีที่ใดว่าง จนเดินไปเจอกระท่อมน้อยกลอยใจ  อยู่ไม่ไกลจากชายหาด เราไม่รอช้ารีบมุ่งตรงไปถามพนักงานในทันที คำตอบที่ได้รับก็คือในคืนวันพรุ่งนี้กระท่อมว่างสองหลังพอดี..โอ้!! โชคช่วยจริงๆ ทริปนี้ได้สิ่งตรงใจครั้งแรกก็คราวนี้แหละ ราคาก็ไม่แพงอยู่ที่ 700 บาทขาดตัว มีห้องน้ำในตัว แต่ไม่มีแอร์นะ เพราะเป็นกระท่อมน้อยมีรูระบายอากาศรอบหลังใกล้ชิดธรรมชาติกันเลยทีเดียว  หลังจากที่ได้จองเอาไว้แล้ว ค่อยเดินได้อย่างสบายอกสบายใจกันหน่อย  ช่วงเวลาสบายใจ มองอะไรก็มีความสุขและบริเวณที่พักกระท่อมน้อย ก็มีกลุ่มคนไทยกำลังเล่นตะกร้อกันอยู่ อิชิโร่เห็นเข้าก็อยากเล่นกับเขาบ้าง (ท่าทางจะอยากเล่นจริงๆ เพราะหน้าตาบ่งบอกถึงความอยากเล่นมาก เราก็ทำหน้าที่เป็นช่างภาพหาช็อตเด็ดกีฬามันเผื่อจะได้ภาพอิชิโร่หน้าขมำขณะวิ่งไปรับลูกตะกร้อ) แต่แหม!! เสียดายคะ..ไม่ได้ภาพหน้าขมำ แต่ก็ได้เห็นเพื่อนหน้าขมำลงไปเกลือกกลิ้งกับฝุ่นจริงๆ  มัวแต่หัวเราะอยู่จนลืมเก็บภาพค่ะ (ล้อเล่นนะ แหะๆๆๆ)

blog002.jpg picture by ayehello 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ชมกีฬาเด็ดกันไปแล้วก็ถึงเวลาเตรียมโปรแกรมท่องเที่ยวเกาะพีพีเลของวันรุ่งขึ้น  ครั้งนี้เราไม่ควรชะล่าใจอีก แต่ควรรีบไปหาบริษัททัวร์ที่ใดก็ได้บนเกาะแล้วจัดการจองแพ็คเกจเที่ยวเกาะหนึ่งวันไว้เลย สถานที่ที่อยู่ในแพ็ตเกจที่ขาดไม่ได้ก็คือ อ่าวมาหยา เพราะเป็นสถานที่ในฝันของพี่บุ๋มเขาเลยหละ ส่วนเราเคยไปมาแล้วหนึ่งครั้ง ภาพความสวยงามก็ยังคงตราตรึงไม่คลาย  ส่วนในแพ็คเกจจะไปที่ใดบ้างนั้นก็แล้วแต่จะจัดมาเลย ขอแค่ได้ไปอ่าวมาหยาที่เดียวก็พอใจแล้ว  ส่วนราคาแพ็คเกจก็อยู่ที่คนละ 600 บาท รวมค่าเรือเที่ยวรอบเกาะพีพีเลไปจนถึงเกาะไม้ไผ่ แล้วก็รวมค่าอุปกรณ์ดำผิวน้ำ คายัค อาหารกลางวันและอาหารว่าง  เรือออกเวลา 9 โมงเช้า และกลับมาส่งเราที่เกาะพีพีดอนประมาณ 4 โมงเย็น  เล่นน้ำทะเลกันให้สะใจไปเลยทีเดียว

หลังจากจองแพ็คเกจกันแล้วก็ถึงเวลาท้องร้องแล้วหละ…เราเดินไปถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนได้ไปเจอกับปลัดอำเภอฯ ของเกาะนี้  เรื่องของเรื่องคือปลัดอำเภอสะดุดตากับริชแบนด์สีเหลืองเรารักในหลวงที่พี่บุ๋มใส่อยู่  จึงได้หยุดรถจักรยานแล้วถามว่า   คนไทยรึเปล่า??? เราก็รีบตอบอย่างทันท่วงทีว่า ใช่ค่ะ  แล้วปลัดอำเภอก็บอกว่าดีใจจังที่ได้เจอนักท่องเที่ยวชาวไทยบนเกาะนี้ อยากให้ช่วยแนะนำสิ่งใดหรืออยากได้ข้อมูลเรื่องใดเกี่ยวกับบนเกาะนี้ก็สามารถถามได้เลยเราจึงขอคำแนะนำเรื่องร้านอาหารทะเลที่รสชาติถูกปากคนไทย เพราะว่าคืนนี้พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะหม่ำอาหารทะเลเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศสักหน่อย จึงได้คำแนะนำให้เดินไปทางหาดต้นไทร บริเวณนั้นมีร้านอาหารทะเลรสชาติอร่อยและราคาไม่แพง ได้ยินแบบนี้มีหรือจะรอช้า พวกเรารีบมุ่งหน้าเดินไปตามทางที่ปลัดอำเภอฯ บอกในทันที  ในขณะนั้นรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจมากขึ้น

blog003.jpg picture by ayehello

 เราลองเดินไปตามทางเรื่อยๆ จนไปถึงหาดต้นไทรก็เจอร้านอาหารทะเล บรรยากาศน่านั่งลมพัดเย็นสบายอยู่ติดริมทะเล  และช่วงเวลาความสุขของพวกเราก็มาถึงอีกครั้ง  มื้อนี้ใครชอบรับประทานอะไรก็สั่งตามใจอยากได้เลย  เราขอแค่มีข้าวผัดปูกับหอยแมลงภู่อบเป็นพอ  หลังจากที่อาหารมาตั้งอยู่ตรงหน้า  อิชิโร่ก็ได้ลองลิ้มชิมรสหอยแมลงภู่อบสไตล์ไทยๆ  จนต้องพูดว่า โออิชิ (อร่อย) ได้ยินแบบนี้ก็ดีใจที่มีคนชอบเหมือนกัน มื้อต่อไปจะได้สั่งอีก แหะๆๆๆๆ  หลังจากที่อิ่มมื้อหนักไปแล้ว ก็ถึงเวลาเดินหาขนมหวานใส่ท้องตบท้าย  และขนมหวานที่เราเห็นอยู่หลายร้านก็คือโรตี แต่คนที่นี่เขาเรียกว่าแพนเค้ก อย่างเช่นโรตีกล้วย ก็ต้องเรียกว่า “Banana pancake”  แบบนี้ต้องลองขอหม่ำสักหน่อยค่ะ

 

blog004.jpg picture by ayehello

จบจากอาหารหนักและอาหารเบาไปแล้ว ก็ถึงเวลาเดินเล่นชมแสงสียามค่ำบนเกาะพีพี  ว่าไปแล้วบนเกาะนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร  อินเตอร์เนต  ร้านสะดวกซื้อ ร้านเสริมสวย ร้านนวดแผนไทย ร้านค้าต่างๆ  รวมถึงใครที่ชอบเสียงดนตรีและความสนุกสนานก็มีร้านอาหารและผับหลายแนวให้เลือกตามความชอบ  อย่างเช่นคืนนี้มี Party Reggae Bar เราก็จะเห็นสาวงามผมทองยืนแจกใบปลิวอยู่หน้าทางเข้าบาร์เพื่อชักชวนให้คนเข้าไปร่วมปาร์ตี้ด้วยกัน ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสีสันยามค่ำบนเกาะแห่งนี้

 

blog005.jpg picture by ayehello

 

ส่วนพวกเราขอหลบทางให้กับปาร์ตี้สุดเหวี่ยงเพราะท่าทางจะไม่เหมาะกับเรา เรื่องของเรื่องคือไม่มีแรงจะไปเหวี่ยงกับใครเขาหรอก แต่ขอไปนั่งรอชมโชว์ศิลปะการเล่นไฟริมทะเลหรือในโซนที่เขาเรียกว่าบีชบาร์ (Beach bar) ตามคำแนะนำของปลัดฯ ดีกว่า และแล้วก็ไม่ผิดหวังกับแสงไฟอลังการและโชว์ที่สวยงาม เมื่อชมจบแล้วก็ต้องขอปรบมือในความสามารถของคนไทยที่โชว์ได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ หลังจากโชว์จบพวกเราก็นั่งเล่นริมทะเลนอนดูดาวบนท้องฟ้าเคล้าเสียงเพลงสักพัก ก็เดินเข้าไปในโซนเมืองแสงสีอีกครั้ง เพื่อไปหาร้านนั่งฟังเพลงเบาๆ สบายๆ  เน้นการนั่งคุยกันไป

blog006.jpg picture by ayehello

 

หลังจากเดินทางกันมาสองวันเต็ม เริ่มจากวันแรกเดินทางโดยรถไฟมาถึงสุราษฯ นอนพักค้างคืนที่สุราษฯ หนึ่งคืน รุ่งเช้าวันที่สองเดินทางไปกระบี่โดยรถบัส  จากนั้นต้องต่อรถสองแถวไปท่าเรือ แล้งลงเรือข้ามมายังเกาะพีพีแห่งนี้  นับว่าเป็นการเดินทางที่แสนนานแต่ในเวลาที่แสนนานนั้นก็ได้รู้ ได้เห็น ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ตลอดเส้นทาง  และเวลานี้ ณ ร้านสไตล์ออสเตรเลียแห่งนี้  มีเราสี่คนทั้งเพื่อนสนิทและเพื่อนใหม่ที่กำลังนั่งพูดคุยเรียนรู้กันและกัน และกำลังสร้างมิตรภาพที่มีอยู่ให้กลายเป็นมิตรภาพที่มั่นคงถาวร ผ่านการเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน และในวันพรุ่งนี้เราจะไปลงเรือลำเดียวเที่ยวด้วยกัน และไปเจอสิ่งใดพร้อมรู้สึกอย่างไรบ้างนั้น ต้องลุยกันต่อในวันพรุ่งนี้ค่ะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บุณณดา

boonnadatotravel@hotmail.com

 

February 1, 2008

สุราษฏร์ธานี-กระบี่-เกาะพีพี-อ่าวนาง-สระมรกต(ตอนที่1)

Filed under: Krabi — boonnada @ 4:42 pm

ทริปนี้เราขอเที่ยวกันแบบลุยไปข้างหน้าหรือบางคนอาจจะเรียกว่าไปตายเอาดาบหน้า นั่นก็คือไม่มีการจองสิ่งใดทั้งสิ้น ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วง high-season ของการท่องเที่ยวทางทะเลในบ้านเราซะด้วย ที่พักคงหายากน่าดู  แต่เอาน่า!!เพื่อความมันและเพิ่มสีสันในการท่องเที่ยว ต้องขอลองดูสักตั้ง เที่ยวในเมืองไทย อย่างไรซะก็บ้านเรา

แต่ก่อนอื่นเราก็ต้องศึกษาข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวที่เราจะไปเยือนด้วยนะคะ ในการเดินทางครั้งนี้จุดหมายปลายทางอยู่ที่เกาะพีพี  อ่าวนาง  และสระมรกต เรามีเวลาในการท่องเที่ยว 5 วัน ถ้าพร้อมแล้ว…เราไปลุยทะเลใต้ด้วยกันเลย

ครั้งนี้เรามีเพื่อนร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน 4 คน ก็คือสามสาวชาวไทย และหนึ่งหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย ที่ครั้งนี้ตีตั๋วบินมาเที่ยวไทยโดยเฉพาะ จะว่าไปแล้วเกาะพีพีของบ้านเรา มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวในฝันของชาวต่างชาติ ได้ยินแบบนี้ในฐานะคนไทยก็ยิ้มแก้มปริกันเลยทีเดียว  แต่จะว่าไปไม่รู้ว่าทริปนี้เราสามสาวจะพาเพื่อนหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนนี้ไปรอดหรือไปหลงกันแน่ ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า.. ตามไปดูกัน

เช้าวันที่หนึ่ง ของการเดินทางพวกเรานัดเจอกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง เราซื้อตั๋วรถไฟสปริ๊นท์เตอร์ไปลงที่สุราษฏร์ธานี  แต่ตั๋วรถไฟมี 3 ใบ ส่วนคนมี 4 คน ทำอย่างไรดี ??? ยังไม่ทันเดินทางกันเลย ก็มีเรื่องให้แก้ปัญหากันแล้ว นี่แหละคือผลของการไม่จองไว้ก่อน เฮ่อ!! ซึมกันไปพักใหญ่ แต่อย่างไรก็ยังต้องเดินหน้าลุยกันต่อไป

 (การเดินทางไปเกาะพีพีนั้น สามารถนั่งรถไฟไปลงที่สถานีรถไฟสุราษฏร์ธานี แล้วนั่งรถต่อไปยังตัวเมือง จ.กระบี่ อีกประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วจึงนั่งเรือไปยังเกาะพีพี อีกประมาณ 2 ชม.เช่นกัน แต่การเดินทางโปรแกรมนี้ จากกรุงเทพฯ ไปถึงเกาะพีพี ไม่สามารถเดินทางจบได้ภายในหนึ่งวันนะคะ..การเดินทางโดยรถไฟสปริ๊นท์เตอร์จะมีสองรอบต่อหนึ่งวัน คือรอบเช้าเวลา 08.05 น. และรอบกลางคืนเวลา 22.50 น. เท่านั้น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าออกจากกรุงเทพฯ เวลา 08.05 น. ก็จะถึงสถานีรถไฟสุราษฏร์ธานีประมาณ 16.30 น.ค่ะ)  

ดังนั้นเราคงต้องหาที่พักค้างคืนกันที่ตัวเมืองสุราษฯ แต่ถ้าใครอยากจะไปพักค้างคืนที่กระบี่ก็สามารถต่อรถไปนอนที่กระบี่ได้เช่นกันค่ะ

สรุปแล้วสองสาวชาวไทยก็นั่งรถไฟกันไปสองคน ส่วนหนึ่งหนุ่มชาวญี่ปุ่นพร้อมเพื่อนสาวชาวไทยอีกคนก็ขอนั่งรถทัวร์กันไป ที่ต้องแยกกันไปเพราะเมื่อเรามาถึงสถานีก็ได้ซื้อตั๋วไว้ 3 ใบ เนื่องจากตอนแรกตกลงไปเที่ยวกันแค่ 3 คน คือเราสองสาวซี้ย้ำปึ๊ก(เอ๋-พี่บุ๋ม) และอิชิโร่ โมริ เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่อยากนั่งรถไฟไทยเป็นอย่างมาก แต่เมื่อโมริชวนเพื่อนชาวไทย (จุ๊บแจง) ที่พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งมากๆ มาด้วยอีกหนึ่งคน พวกเราก็ดีใจที่จะได้มีเพื่อนไปสนุกด้วยกันเยอะๆ  แต่ชีวิตผิดแผนครั้งที่หนึ่งก็เริ่มต้นแล้ว เมื่อตั๋วรถไฟหมด เนื่องจากไม่ได้จองไว้ก่อน เสียตั๋วรถไฟไปฟรีหนึ่งใบ แต่เราสามารถคืนได้นะ ได้เงินกลับมา 50 เปอร์เซ็นต์ของราคาตั๋วรถไฟ (ตั๋วรถไฟราคาใบละ 578 บาท) ฮือฮือฮือ (เงินพี่บุ๋ม ฮือฮือฮือ)..

อิชิโร่ โมริขอรับผิดชอบโดยการส่งเราขึ้นรถไฟ ส่วนตัวเขาและจุ๊บแจงก็รีบไปขนส่งสายใต้เพื่อนั่งรถทัวร์แล้วนัดไปเจอกันที่ตัวเมืองสุราษฏรธานี  อย่างไรซะเพื่อนไม่ทิ้งเพื่อน จะปล่อยให้เพื่อนผู้หญิงเดินทางไปคนเดียวได้อย่างไรกัน (แล้วเราไปกันสองคนจะหลงรึเปล่าเนี่ย???? ห่วงตัวเองอยู่เหมือนกัน ยิ่งมึนๆ กันอยู่)

การเดินทางโดยรถไฟก็สนุกดีนะ..ได้ชมวิวไปตลอดทาง และรู้สึกปลอดภัยด้วย..แต่ก็อดคิดถึงโมริและน้องแจงไม่ได้ ไม่รู้ป่านนี้จะได้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ แล้วหรือยัง………

1.jpg picture by ayehello

นั่งรถไฟไปเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งสีสันในการท่องเที่ยว ติดใจแล้วซิเนี่ย ที่สำคัญมีของว่างและอาหารกลางวันที่มีรสชาติใช้ได้เลยทีเดียว  จำได้ว่าเป็นทอดมันปลาเค็ม กับหลนปลานี่แหละ แต่ไม่ทันได้เก็บภาพมาฝาก  นึกได้อีกที อาหารของสองสาวก็หมดกล่องแล้ว แต่เมื่อรู้ว่าสถานีต่อไปคือสถานีรถไฟหัวหิน  ต้องขอหยิบกล้องมาเตรียมไว้เลย เพราะชอบโครงสร้างและสีสันของสถานีรถไฟแห่งนี้มาก..สวยถูกใจมาก

และก่อนที่จะถึงสถานีรถไฟประจวบฯ เราจะได้เห็นวิวทะเลสวยๆ ขนานไปกับรถไฟที่เรานั่งอยู่ อย่างนี้ไม่เก็บภาพไม่ได้แล้ว หลังจากรับประทานอาหารกลางวันไปแล้วก็ถึงเวลาหลับลึกกันเลยทีเดียว  สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เข้าเขต จ.สุราษฏร์ธานีแล้ว (โห!! นอนหลับกันจริงจังมากๆ) ส่วนวิวข้างทางก็เริ่มเห็นภูเขาสูงอยู่ใกล้  เวลานี้แดดร่มลงตกแล้ว ขอถ่ายภาพบนรถไฟไว้ชื่นชมสักหน่อย อีกไม่นานก็จะถึงสถานีจุดหมายปลายทางของเรา 

 2.jpg picture by ayehello

และเมื่อถึงเวลาเกือบห้าโมงเย็นก็ถึงสถานีรถไฟสุราษฏร์ธานี (อ.พุนพิน)..ใครจะไปกระบี่..นครศรีธรรมราช..เกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า ก็ต้องลงที่สถานีนี้ แล้วค่อยหารถไปกันต่อ แต่เมื่อลงจากรถไฟมาแล้ว ก็ต้องตะลึงกับความสวยงามของสถานีรถไฟแห่งนี้  ซึ่งมีองค์ประกอบของเส้นสายและโครงเหล็กที่สวยมากค่ะ

 3.jpg picture by ayehello

มีโอกาสได้เดินทางมาถึงแล้ว..ขอถ่ายภาพให้หนำใจไปเลย.. ครั้งหนึ่ง ณ สถานีรถไฟสุราษฏร์ธานี

4.jpg picture by ayehello

ใครสนใจนั่งรถไฟไปเที่ยวแบบพวกเราก็ติดต่อสอบถามข้อมูลที่การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือโทรไปถามที่ 1690 นะคะ เมื่อเราถ่ายรูปกันหนำใจแล้ว ก็ถึงเวลานั่งคิดว่าจะเข้าไปในอำเภอเมืองสุราษฯ อย่างไรดี??เพราะมีให้เลือกสองทางคือ ถ้าอยากไปแบบเชิดๆ สบายๆ ก็นั่งรถเหมาหรือที่เขาเรียกว่าแท็กซี่ก็ได้ ราคาก็อยู่ที่ 200 บาท ไปสองคนก็ตกคนละร้อยบาท

หรือมีอีกหนึ่งทางให้เลือกก็คือ นั่งรถ บขส.สีส้ม ราคาค่าโยสารคนละ 12 บาทขาดตัว ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าเราและเพื่อนสาวจะเลือกไปคันใด….ก็แหม!! อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัดไปก่อน  ยังคงต้องเที่ยวอีกหลายวัน เดี๋ยวงบประมาณหมดอดสนุกกันพอดี

5.jpg picture by ayehello

เมื่อเข้าไปถึงใน อ.เมืองกันแล้ว รถสีส้มนี้ก็พาเราไปสุดทางที่ตลาดเกษตร 1 เราสองสาวก็นั่งรอเพื่อนอีกสองคนที่โดยสารรถทัวร์มาลงที่ บขส.ใหม่ (ซึ่งอยู่นอกเมือง) พวกเขาต้องต่อรถเพื่อมาหาเราใน อ.เมืองกันอีก (ทรมานเพื่อนต่างชาติไปหน่อยรึเปล่าเนี่ย?? แต่โปรแกรมนี้เพื่อนชาวญี่ปุ่นเป็นคนคิดนะเนี่ย เราแค่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนชาวไทยที่ดีพาเที่ยวเท่านั้นเอง) แต่ถึงอย่างไร คืนนี้เราก็ต้องหาที่พักใน อ.เมืองกันอยู่ดี เพราะพรุ่งนี้จะได้ต่อรถไป จ.กระบี่ด้วยกัน ว่าแล้วก็นั่งรอเพื่อนกันต่อไป หิวก็หิว แต่ไม่รู้จะไปทางไหนกันต่อดี เดี๋ยวเพื่อนจะงง และเราก็จะงงด้วย  เพราะนี่เป็นครั้งแรกของการไปเยือน อ.เมืองสุราษฯ เลยนะคะ (องค์หนึ่งในตัวเราบอกว่า บอกแล้ว..ให้จอง..ให้จองที่พักไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องมาลำบาก หรือถ้านั่งเครื่องไปลงกระบี่ซะตั้งแต่แรกก็หมดเรื่องละ”…….อีกองค์หนึ่งในตัวเราก็บอกด้วยเสียงสวยๆ ว่า..ไม่เป็นไรหรอก..แบบนี้ซิสนุกดี ประสบการณ์ใหม่ของชีวิตเลยนะเนี่ย”) สององค์ในร่างเถียงกันเอง ระหว่างนั่งหน้าซึมรอเพื่อนที่หน้าตลาดเกษตร 1

สักพักใหญ่ๆ เพื่อนอีกสองคนของเราก็มาถึง..แค่เห็นหน้าเพื่อนเท่านั้นแหละ ดีใจเหมือนไม่ได้เจอกันมาเป็นสิบปี..ในใจก็บอกว่า..รอดแล้วๆๆๆ (ฮ่าฮ่าฮ่า)

ว่าแล้วพวกเราสี่คนก็ไปหาของอร่อยรับประทานกันที่ตลาดโต้รุ่งของเมืองนี้กันดีกว่า…(นั่งรถกะป๊อคันเล็ก คนละ 20 บาท)ได้ข่าวว่าที่ตลาดแห่งนี้มีอาหารอร่อยๆ มากมาย และบรรยากาศก็ครึกครื้นน่าสนุก  พอไปถึงก็เป็นจริงสมคำร่ำลือ มีอาหารมากมายให้เลือกเลยหละ แต่ที่ขึ้นชื่อก็คงจะเป็นผัดหมี่  ที่มีแต่ผู้คนไปรุมล้อม..พี่บุ๋มของเราก็ไปรอต่อคิวแสนยาว..จนถอดใจไปเลย..ก็นึกว่าจะอดลองลิ้มชิมรสแล้ว เรื่องนี้มีเซอร์ไพรซ์ค่ะ..คือเรื่องมีอยู่ว่าเรามาเที่ยวเมืองสุราษฏร์ธานีทั้งนี้ ก็ต้องโทรหาเพื่อนที่อยู่ที่นี่ ก็เพราะความคิดถึงและอยากเจอนั่นแหละ มาถึงบ้านเขาแล้ว ไม่ให้เสียเที่ยวค่ะ นัดเจอกันดีกว่า..ว่าแล้วเพื่อนชาวสุราษฯ ของเรา (น้องโอ๋ เพื่อนที่เรารู้จักกันผ่านทางสังคมไดอารี่ออนไลน์ และกลายมาเป็นเพื่อนในชีวิตจริง) ก็ขับรถพร้อมครอบครัวมาจาก อ.พุนพิน เพื่อมาหาเราที่ตลาดโต้รุ่ง (น่าประทับใจมาก) และที่บอกว่ามีเซอร์ไพรซ์ก็คือ ก่อนแยกย้ายกันไป น้องโอ๋ให้สามีไปรอต่อคิวซื้อผัดหมี่ให้พวกเรา แถมขับรถเอามาให้ที่โรงแรมด้วย โอ้!!ประทับใจคูณสอง  ดีใจที่ได้ชิมรสชาดผัดหมี่แสนอร่อยของชาวสุราษฯ และซึ้งใจในน้ำใจของเพื่อนชาวสุราษฯ ครอบครัวนี้ด้วยค่ะ

(และภาพด้านล่างนี้คือ บรรยากาศที่ตลาดโต้รุ่งเมืองสุราษฯ..เสื้อเหลืองคืออิชิโร่เพื่อนชาวญี่ปุ่นผู้ร่วมทริป กำลังเอนจอยอีทติ้งกับผลไม้ไทย และครอบครัวสุขสันต์ผู้มากด้วยน้ำใจเป็นอีกหนึ่งคุณค่าที่น่าจดจำของทริปนี้)

6.jpg picture by ayehello

เมื่อรับประทานกันอิ่มเอมแล้ว ก็คิดกันว่าเราควรจะหาที่พักละแวกนี้แหละ เพราะวันนี้หมดแรงที่จะเดินทางแล้ว ถามคนแถวนั้นก็ได้ความว่า..ควรไปโรงแรมตาปี เพราะสามารถเดินจากตลาดโต้รุ่งไปถึงตัวโรงแรมได้เลย แต่ด้วยความที่เราไม่รู้ว่ามันใกล้จริงรึเปล่า จึงโบกรถกะป๊ออีกเช่นเคย คราวนี้ราคาค่าโดยสารคนละ 10 บาท ก็คงจะใกล้จริงๆ ..พอขึ้นไปนั่งบนรถ ไม่ทันได้คุยกันครบประโยคก็ถึงโรมแรมตาปีแล้ว  เออ..เดินไปได้จริงด้วย  ฮ่าฮ่า

โรงแรมตาปีต้อนรับอย่างดีมาก แถมราคาที่พักก็แสนประหยัด ราคา 400 บาท/คืนเท่านั้น .. เราจึงปรึกษาเรื่องการเดินทางของเราในวันรุ่งขึ้นเลยค่ะ สรุปว่ามีแพคเกจการเดินทางไปเกาะพีพีที่น่าสนใจมาก คือมีค่าใช้จ่ายคนละ 600 บาท เริ่มจากตอนเช้ามีรถมารับไปขึ้นรถบัสเพื่อมุ่งหน้าไป จ.กระบี่ จากนั้นพอลงรถก็จะมีรถมารับต่อเพื่อไปยังท่าเรือ แล้วลงเรือข้ามไปยังเกาะพีพ ( 600 บาทเนี่ยถึงเกาะพีพีเลยค่ะ..สรุปว่าคุ้มค่าจริงๆ เราจึงตัดสินใจเลือกแพคเกจนี้ทันที)

คืนแรกของเรานอนพักผ่อนเอาแรงที่ตัวเมืองสุราษฯ ตื่นเช้าขึ้นมาก็ขอไปหาอาหารเช้าอร่อยๆ รับประทานกันดีกว่า..เดินไปเดินมาเจอร้านเก่าๆ ร้านหนึ่ง คนขายก็รุ่นคุณลุงคุณป้าของเรานี่เอง แต่ที่พิเศษคือมีอาหารเช้าที่เรียกว่าไส้กรอกใต้ เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นที่นี่แหละ ถ้าไม่ลองชิมก็คงเสียดายแย่ ที่ร้านนี้มีอาหารเช้าขายมากมายเลยค่ะ เช่นโจ๊กหมู ไส้กรอกใต้ ขนมปังหน้าหมู ทานคู่กับกาแฟร้อนๆ เป็นเช้าที่สดชื่นน่าดูเลยค่ะ ท้องอิ่มแล้วก็พร้อมที่จะลุยอีกหนึ่งวัน เกาะพีพีในฝันของเพื่อนเราใกล้จะถึงแล้ว (ขณะที่กำลังอิ่มอร่อยและเพ้อฝันกันไปต่างๆ นานา ก็เห็นพี่เจ้าหน้าที่ของโรงแรมตาปี วิ่งกระหืดกระหอบมาตามไปขึ้นรถ เกือบตกรถซะแล้วพวกเรา เฮ่อ!!!!)

7.jpg picture by ayehello

การเดินทางวันที่สอง ของพวกเราก็เริ่มต้นอีกครั้ง..  

เมื่อเขาวิ่งมาตามเรา เราก็ต้องรีบวิ่งกลับไป  เช้านี้มีรถกระบะสองแถวตระเวนรับนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นรถบัสไปที่กระบี่ นอกจากพวกเราสี่คนแล้ว ก็ยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกสองคนร่วมนั่งไปด้วย เมื่อไปถึงที่ท่ารถก็นั่งรอกันอีกสักพัก แล้วก็ได้ขึ้นไปจับจองที่นั่ง แต่ด้วยความชักช้าของพวกเราทั้งสี่ ทำให้ต้องแยกที่นั่งกันหมดเลยค่ะ เพราะบรรดาชาวต่างชาติคนอื่นเขาจับจองที่นั่งริมหน้าต่างกันหมดแล้ว แต่ก็ถูกใจบรรดาสาวไทยอย่างพวกเรานะ ได้นั่งสปี๊คอิงลิชฟุตฟิตโฟไฟว์กับชาวต่างชาติ  คนที่นั่งข้างเราเป็นชาวออสเตรีย มาเที่ยวไทยคนเดียวพร้อมกีต้าร์คู่ใจ จุดหมายปลายทางของเขาในวันนี้คือจังหวัดกระบี่  เราใช้เวลาเดินทางจากสุราษฯ-กระบี่ประมาณเกือบ  3 ชม. นั่งหลับคอพับกันไปตลอดทาง

8.jpg picture by ayehello

เมื่อถึงตัวเมืองกระบี่ก็ใกล้เวลาเที่ยงวัน เริ่มหิวอีกแล้ว แต่ในใจคิดว่าเดี๋ยวเข้าไปหาของกินง่ายๆ เร็วๆ ในร้านสะดวกซื้อแล้วหย่อนลงท้องไปก่อน  เพราะคิดว่าคงต้องลงเรือกันเลย แต่ที่ไหนได้ เรามาไม่ทันเรือรอบแรก (10.00 น) ต้องรอไปอีกรอบตอนบ่าย (15.00 น.) แล้วเวลาตั้งสามชั่วโมงแห่งการรอคอยจะทำอะไรดีหละทีนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรอ ถ้าอย่างนั้นเที่ยวในเมืองกระบี่นี้แหละ ว่าแล้วก็เดินดุ่มๆ กันไป จนเจอร้านขนมจีนหน้าตาสะอาด ผักสดสีเขียวหน้าตาน่ารับประทานชวนให้พวกเรานั่งที่ร้านอย่างไม่รีรอ เพื่อนๆ สั่งขนมจีนแกงเขียวหวาน บางคนสั่งน้ำยาป่า เราสั่งขนมจีนน้ำพริก  แล้วก็สั่งไก่ทอดมาทานคู่กัน โอ้โห!!เป็นมื้อเที่ยงที่ง่ายดายแต่อร่อยจริงๆ  มันช่วยทดแทนความเซ็งที่ต้องรอเวลาขึ้นเรือเกือบ 3 ชั่วโมงได้ดี ฮ่าฮ่าฮ่า  และพอเหลือบไปเห็นสัญญาณไฟเขียวไฟแดง ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้านขนมจีน ก็ถึงกับตะลึงตึงตึงกันเลยทีเดียว เมื่อเห็นรูปปั้นมนุษย์ตัวโตถือป้ายสัญญาณไฟ  เห็นคนละแวกนั้นเล่าว่าสมัยก่อนเคยพบโครงมนุษย์ร่างใหญ่โตแบบนี้ที่ จ.กระบี่ ก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จประการใด รู้แต่ว่ามันช่างสะดุดตาผู้คนที่ผ่านไปมาเหลือเกิน เมื่อเราอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ก็ถึงเวลาแยกย้าย บางคนเข้าไปหาซื้อหนังสือในห้างชื่อไฮโซ โวค”  บางคนเข้าร้านอินเตอร์เนต  ไปเช็คตั๋วเครื่องบินขากลับ  ส่วนเรานึกขึ้นมาได้ว่า มีเพื่อนในโลกไซเบอร์อีกหนึ่งคนที่เป็นคนกระบี่ ทำงานอยู่ที่บริษัททัวร์ชื่อยูแอนไอทราเวล ว่าแล้วก็ไม่รอช้า โบกรถมอเตอร์ไซด์หรือที่ชาวบ้านแถวนี้เรียกว่ารถเครื่อง  แล้วให้ไปส่งเราที่บริษัททัวร์ชื่อที่ว่านี้ พอลงรถเครื่องก็เห็นน้องแอนใส่เสื้อสีแดงนั่งอยู่ในบริษัทนั้น (เป็นการพบเจอตัวเป็นๆ กันครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาก็ได้แต่คุยกันผ่านทางไดอารี่ออนไลน์และเอ็มเอสเอ็นแค่นั้น) แต่เมื่อเจอกันก็คุยกันได้เหมือนคนรู้จักกันมานานแล้ว เป็นเพราะน้องแอนคุยสนุกและก็ได้ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่อีกด้วย  ทำให้การเดินทางของเราต่อจากนี้ มองเห็นเป็นภาพมากขึ้น ต้องขอบคุณจริงๆ การเดินทางท่องเที่ยวของเราในทริปนี้มีคุณค่าเพิ่มขึ้นอีกแล้ว

9.jpg picture by ayehello

10.jpg picture by ayehello

หลังจากที่อิ่มหนำสำราญ พบเพื่อนแสนเบิกบาน ใช้เวลาในการรอได้อย่างคุ้มค่ากันแล้ว ก็ถึงเวลาบ่าย 2 โมงครึ่ง ต้องรีบกลับไปที่ท่ารถ เพื่อต่อรถกระบะสองแถวไปยังท่าเรือ ขณะที่อยู่บนรถ อิชิโร่ทำท่าเหมือนกำลังแสดงมิวสิกวิดีโออยู่เลย เท่ชะมัด ฮ่าฮ่าฮ่า (ส่วนเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ เราก็คือผู้กำกับมิวสิกวิดีโอคนเก่งตัวจริงเสียงจริงคนจริง มีผลงานเป็นที่ถูกอกถูกใจวัยรุ่นมากมาย  ครั้งนี้ขอมาเที่ยวทะเลฝั่งอันดามันและอยากจะไปอ่าวในฝันก็คืออ่าวมาหยานั่นเองค่ะ แต่จะได้ไปรึเปล่านั้นเดี๋ยวรู้กันค่ะ)

11.jpg picture by ayehello

เมื่อถึงท่าเทียบเรือปากคลองจิหลาด ทุกคนก็ขนสัมภาระลงเรือ เพื่อจับจองที่นั่งมุมดีเป็นการด่วน ตอนนี้ทุกคนได้ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ไม่มีทางทิ้งกันแน่นอน ฮ่าฮ่าฮ่า  ระยะเวลาจากท่าเรือไปเกาะพีพีประมาณ 2 ชม. นั่งชมเกาะ ชมทะเล ลมพัดเย็นสบายไปเรื่อยๆ ตลอดทาง ใครเหนื่อยหรือร้อนก็มานั่งในเรือชั้นล่าง มีแอร์เย็นสบาย ใครหิวขนมหิวน้ำก็มีขายบนเรือ ไม่ให้อดอยากกันเลยค่ะ  ส่วนอิชิโร่กับน้องแจงก็นั่งชมทะเลชิลชิลกันไป  ท่าทางอิชิโร่จะชอบทะเลไทยนะคะ

12.jpg picture by ayehello

การเดินทางวันที่ 2 ของเราใกล้ถึงจุดหมายของทริปนี้แล้ว

แล้วจะมาเล่าให้อ่านถึงบรรยากาศบนเกาะพีพีดอน และการไปเที่ยวเกาะพีพีเล ในตอนที่สองนะคะ

บุณณดา   ไปเที่ยวใต้boonnadatotravel@hotmail.com