สุราษฯ-กระบี่-เกาะพีพี-อ่าวนาง-สระมรกต (ตอนที่ 2)
ตอนที่สอง..ชีวิตยามค่ำบนเกาะพีพี
เมื่อเราลงจากเรือแล้วเดินเหยียบสะพานไม้ที่เชื่อมไปสู่เกาะ ก็นึกคิดวูบแรกไปถึงภาพข่าวเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่ซัดขึ้นมาบนเกาะพีพีแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อน ถึงแม้เราจะไม่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์แต่ก็อดคิดถึงภาพเหล่านั้นไม่ได้ เพราะระหว่างการเดินทางมายังเกาะพีพี ก็มีแต่คนเล่าเรื่องราวสึนามิให้ฟังตลอดทาง บางคนเล่ามาจากเรื่องเล่าอีกที บางคนเข้าไปเป็นคนช่วยเหลือหลังเกิดเหตุการณ์ บางคนประสบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ถึงแม้จะเป็นเรื่องเศร้าที่เราก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ถ้ามองในมุมกลับก็ยังมีเรื่องราวดีๆ ที่เกิดจากน้ำใจเพื่อนมนุษย์ให้เราได้เห็น และถ้ามองถึงเรื่องของธรรมชาติวันนี้ที่เกาะพีพีได้รับการฟื้นฟูจากธรรมชาติด้วยตัวของมันเอง และต้องบอกว่าสวยสดงดงามมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลสีเขียวมรกตใสที่มองลงไปก็เห็นฝูงปลา หรือจะเป็นหาดทรายสีขาวที่คั่นกลางระหว่างผืนน้ำกับผืนฟ้า ได้เห็นภาพแบบนี้มันช่างแสนวิเศษเหลือเกิน

หลังจากพร่ำพรรณนาถึงความสวยงามของเกาะพีพีได้ไม่นาน ก็ต้องกลับมาสู่ปัจจุบันขณะอีกครั้ง เมื่อเราเดินจากสะพานไม้ขึ้นสู่ฝั่ง และเห็นพนักงานของโรงแรมต่างๆ มารอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จองห้องพักเอาไว้ สายตาของเราก็อุตส่าห์มองไปตามชื่อโรงแรมต่างๆ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเราไม่ได้จองที่พักไว้นี่นา แล้วทีนี้จะทำอย่างไรกันดีหละ?? ไปหาเอาดาบหน้าอีกแล้วหรือ??? มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละ ก็ไม่ได้จองมานี่ และได้ถามที่ศูนย์บริการข้อมูลบนเกาะเขาก็บอกว่าตามโรงแรมต่างๆ เต็มหมดแล้ว เพราะวันนี้ตรงกับวันเสาร์ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเข้าพักทุกศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ โรงแรมบนเกาะพีพีจะเต็มตลอด ต้องลองเดินหาตามเกสต์เฮ้าส์กันเอาเอง เฮ่อ!! แต่เอาน่า!! ก็ลุยมาแล้วตั้งแต่เริ่มเดินทาง วันนี้จะลุยอีกสักตั้งสองตั้งจะเป็นไรไป (และนี่ก็คือวิธีการให้กำลังใจตัวเอง แต่ในใจก็คิดว่าถ้าจองไว้ป่านนี้ก็ไม่ต้องมาเดินขาลากแบกกระเป๋าหนักมองซ้ายแลขวาหาที่พักแบบนี้หรอก ) เดินไปเรื่อยๆ จนมายืนอยู่หน้าบริษัททัวร์ญี่ปุ่น (ซึ่งคอยให้บริการคนญี่ปุ่นที่มาเที่ยวบนเกาะ) อิชิโร่ก็พุ่งเข้าไปขอข้อมูลทันที (โธ่!! เจ้าบ้านอย่างเราไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย ฮือฮือ) แล้วไม่นานพนักงานของเขาก็พาเราเดินไปที่พักซึ่งเป็นห้องแถวชั้นเดียวเรียงกันประมาณ 4-5 ห้อง บรรยากาศภายนอกอาจจะดูไม่น่าพัก แต่พอเปิดเข้าไปข้างในก็ดูสะอาดและใหม่เอี่ยมพออยู่ได้ (แหม!! เวลานี้ยังจะเลือกอีก..มีที่ให้พักก็บุญแล้ว) ราคาห้องพักพร้อมแอร์และเครื่องทำน้ำอุ่นอยู่ที่ 1,200 บาท/คืน เราก็ตกลงพักที่นี่แหละ เวลานี้อยากอาบน้ำให้สบายตัวจะแย่แล้ว
(ใครที่พลาดการจองที่พักแบบเรา ถ้าจะมาหาข้างหน้าแบบนี้ ก็ต้องเสี่ยงกันหน่อยนะคะ เพราะที่พักบนเกาะพีพี มักจะเต็มทั้งโรงแรมและเกสเฮ้าส์ แต่จะพูดไปตามตรงมันก็ยังพอมีอยู่บ้าง แต่อาจจะต้องเดินหาจนเหนื่อยกายและพลอยทำให้เหนื่อยใจหมดสนุกไปได้ค่ะ ราคาห้องพักของที่นี่ก็มีหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ถ้าเป็นเกสเฮ้าส์หรือห้องพักต่างๆ ที่ไม่ใช่ในโรงแรม แต่มีแอร์ ห้องน้ำและเครื่องทำน้ำอุ่นในตัวก็อยู่ที่1,000-1,500 บาท แต่ถ้าเป็นแบบประหยัดสุดชีวิตก็มี เช่นห้องพัดลม ใช้ห้องน้ำรวม ก็ประมาณ 500 บาท ทางที่ดีก่อนมาเที่ยวก็ควรหาที่พักและจองเอาไว้ก่อนจะดีที่สุดค่ะ)

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
หลังจากอาบน้ำกันเรียบร้อยแล้ว ก็รวมตัวกันเดินหาห้องพักที่ใหม่สำหรับคืนวันพรุ่งนี้ เผื่อฟลุ๊คมีห้องพักถูกใจว่างสักสองห้อง แต่เดินจนเมื่อยแล้วก็ยังไม่มีที่ใดว่าง จนเดินไปเจอกระท่อมน้อยกลอยใจ อยู่ไม่ไกลจากชายหาด เราไม่รอช้ารีบมุ่งตรงไปถามพนักงานในทันที คำตอบที่ได้รับก็คือในคืนวันพรุ่งนี้กระท่อมว่างสองหลังพอดี..โอ้!! โชคช่วยจริงๆ ทริปนี้ได้สิ่งตรงใจครั้งแรกก็คราวนี้แหละ ราคาก็ไม่แพงอยู่ที่ 700 บาทขาดตัว มีห้องน้ำในตัว แต่ไม่มีแอร์นะ เพราะเป็นกระท่อมน้อยมีรูระบายอากาศรอบหลังใกล้ชิดธรรมชาติกันเลยทีเดียว หลังจากที่ได้จองเอาไว้แล้ว ค่อยเดินได้อย่างสบายอกสบายใจกันหน่อย ช่วงเวลาสบายใจ มองอะไรก็มีความสุขและบริเวณที่พักกระท่อมน้อย ก็มีกลุ่มคนไทยกำลังเล่นตะกร้อกันอยู่ อิชิโร่เห็นเข้าก็อยากเล่นกับเขาบ้าง (ท่าทางจะอยากเล่นจริงๆ เพราะหน้าตาบ่งบอกถึงความอยากเล่นมาก เราก็ทำหน้าที่เป็นช่างภาพหาช็อตเด็ดกีฬามันเผื่อจะได้ภาพอิชิโร่หน้าขมำขณะวิ่งไปรับลูกตะกร้อ) แต่แหม!! เสียดายคะ..ไม่ได้ภาพหน้าขมำ แต่ก็ได้เห็นเพื่อนหน้าขมำลงไปเกลือกกลิ้งกับฝุ่นจริงๆ มัวแต่หัวเราะอยู่จนลืมเก็บภาพค่ะ (ล้อเล่นนะ แหะๆๆๆ)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ชมกีฬาเด็ดกันไปแล้วก็ถึงเวลาเตรียมโปรแกรมท่องเที่ยวเกาะพีพีเลของวันรุ่งขึ้น ครั้งนี้เราไม่ควรชะล่าใจอีก แต่ควรรีบไปหาบริษัททัวร์ที่ใดก็ได้บนเกาะแล้วจัดการจองแพ็คเกจเที่ยวเกาะหนึ่งวันไว้เลย สถานที่ที่อยู่ในแพ็ตเกจที่ขาดไม่ได้ก็คือ “ อ่าวมาหยา ” เพราะเป็นสถานที่ในฝันของพี่บุ๋มเขาเลยหละ ส่วนเราเคยไปมาแล้วหนึ่งครั้ง ภาพความสวยงามก็ยังคงตราตรึงไม่คลาย ส่วนในแพ็คเกจจะไปที่ใดบ้างนั้นก็แล้วแต่จะจัดมาเลย ขอแค่ได้ไปอ่าวมาหยาที่เดียวก็พอใจแล้ว ส่วนราคาแพ็คเกจก็อยู่ที่คนละ 600 บาท รวมค่าเรือเที่ยวรอบเกาะพีพีเลไปจนถึงเกาะไม้ไผ่ แล้วก็รวมค่าอุปกรณ์ดำผิวน้ำ คายัค อาหารกลางวันและอาหารว่าง เรือออกเวลา 9 โมงเช้า และกลับมาส่งเราที่เกาะพีพีดอนประมาณ 4 โมงเย็น เล่นน้ำทะเลกันให้สะใจไปเลยทีเดียว
หลังจากจองแพ็คเกจกันแล้วก็ถึงเวลาท้องร้องแล้วหละ…เราเดินไปถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนได้ไปเจอกับปลัดอำเภอฯ ของเกาะนี้ เรื่องของเรื่องคือปลัดอำเภอสะดุดตากับริชแบนด์สีเหลืองเรารักในหลวงที่พี่บุ๋มใส่อยู่ จึงได้หยุดรถจักรยานแล้วถามว่า “ คนไทยรึเปล่า??? ” เราก็รีบตอบอย่างทันท่วงทีว่า “ ใช่ค่ะ ” แล้วปลัดอำเภอก็บอกว่าดีใจจังที่ได้เจอนักท่องเที่ยวชาวไทยบนเกาะนี้ อยากให้ช่วยแนะนำสิ่งใดหรืออยากได้ข้อมูลเรื่องใดเกี่ยวกับบนเกาะนี้ก็สามารถถามได้เลยเราจึงขอคำแนะนำเรื่องร้านอาหารทะเลที่รสชาติถูกปากคนไทย เพราะว่าคืนนี้พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะหม่ำอาหารทะเลเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศสักหน่อย จึงได้คำแนะนำให้เดินไปทางหาดต้นไทร บริเวณนั้นมีร้านอาหารทะเลรสชาติอร่อยและราคาไม่แพง ได้ยินแบบนี้มีหรือจะรอช้า พวกเรารีบมุ่งหน้าเดินไปตามทางที่ปลัดอำเภอฯ บอกในทันที ในขณะนั้นรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจมากขึ้น

เราลองเดินไปตามทางเรื่อยๆ จนไปถึงหาดต้นไทรก็เจอร้านอาหารทะเล บรรยากาศน่านั่งลมพัดเย็นสบายอยู่ติดริมทะเล และช่วงเวลาความสุขของพวกเราก็มาถึงอีกครั้ง มื้อนี้ใครชอบรับประทานอะไรก็สั่งตามใจอยากได้เลย เราขอแค่มีข้าวผัดปูกับหอยแมลงภู่อบเป็นพอ หลังจากที่อาหารมาตั้งอยู่ตรงหน้า อิชิโร่ก็ได้ลองลิ้มชิมรสหอยแมลงภู่อบสไตล์ไทยๆ จนต้องพูดว่า “โออิชิ” (อร่อย) ได้ยินแบบนี้ก็ดีใจที่มีคนชอบเหมือนกัน มื้อต่อไปจะได้สั่งอีก แหะๆๆๆๆ หลังจากที่อิ่มมื้อหนักไปแล้ว ก็ถึงเวลาเดินหาขนมหวานใส่ท้องตบท้าย และขนมหวานที่เราเห็นอยู่หลายร้านก็คือโรตี แต่คนที่นี่เขาเรียกว่าแพนเค้ก อย่างเช่นโรตีกล้วย ก็ต้องเรียกว่า “Banana pancake” แบบนี้ต้องลองขอหม่ำสักหน่อยค่ะ

จบจากอาหารหนักและอาหารเบาไปแล้ว ก็ถึงเวลาเดินเล่นชมแสงสียามค่ำบนเกาะพีพี ว่าไปแล้วบนเกาะนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร อินเตอร์เนต ร้านสะดวกซื้อ ร้านเสริมสวย ร้านนวดแผนไทย ร้านค้าต่างๆ รวมถึงใครที่ชอบเสียงดนตรีและความสนุกสนานก็มีร้านอาหารและผับหลายแนวให้เลือกตามความชอบ อย่างเช่นคืนนี้มี Party Reggae Bar เราก็จะเห็นสาวงามผมทองยืนแจกใบปลิวอยู่หน้าทางเข้าบาร์เพื่อชักชวนให้คนเข้าไปร่วมปาร์ตี้ด้วยกัน ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสีสันยามค่ำบนเกาะแห่งนี้

ส่วนพวกเราขอหลบทางให้กับปาร์ตี้สุดเหวี่ยงเพราะท่าทางจะไม่เหมาะกับเรา เรื่องของเรื่องคือไม่มีแรงจะไปเหวี่ยงกับใครเขาหรอก แต่ขอไปนั่งรอชมโชว์ศิลปะการเล่นไฟริมทะเลหรือในโซนที่เขาเรียกว่าบีชบาร์ (Beach bar) ตามคำแนะนำของปลัดฯ ดีกว่า และแล้วก็ไม่ผิดหวังกับแสงไฟอลังการและโชว์ที่สวยงาม เมื่อชมจบแล้วก็ต้องขอปรบมือในความสามารถของคนไทยที่โชว์ได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ หลังจากโชว์จบพวกเราก็นั่งเล่นริมทะเลนอนดูดาวบนท้องฟ้าเคล้าเสียงเพลงสักพัก ก็เดินเข้าไปในโซนเมืองแสงสีอีกครั้ง เพื่อไปหาร้านนั่งฟังเพลงเบาๆ สบายๆ เน้นการนั่งคุยกันไป

หลังจากเดินทางกันมาสองวันเต็ม เริ่มจากวันแรกเดินทางโดยรถไฟมาถึงสุราษฯ นอนพักค้างคืนที่สุราษฯ หนึ่งคืน รุ่งเช้าวันที่สองเดินทางไปกระบี่โดยรถบัส จากนั้นต้องต่อรถสองแถวไปท่าเรือ แล้งลงเรือข้ามมายังเกาะพีพีแห่งนี้ นับว่าเป็นการเดินทางที่แสนนานแต่ในเวลาที่แสนนานนั้นก็ได้รู้ ได้เห็น ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ตลอดเส้นทาง และเวลานี้ ณ ร้านสไตล์ออสเตรเลียแห่งนี้ มีเราสี่คนทั้งเพื่อนสนิทและเพื่อนใหม่ที่กำลังนั่งพูดคุยเรียนรู้กันและกัน และกำลังสร้างมิตรภาพที่มีอยู่ให้กลายเป็นมิตรภาพที่มั่นคงถาวร ผ่านการเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน และในวันพรุ่งนี้เราจะไปลงเรือลำเดียวเที่ยวด้วยกัน และไปเจอสิ่งใดพร้อมรู้สึกอย่างไรบ้างนั้น ต้องลุยกันต่อในวันพรุ่งนี้ค่ะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บุณณดา












