April 27, 2008

ไหว้พระขอพรเก้าพระอารามหลวง

Filed under: Bangkok — boonnada @ 7:57 pm

            ประเพณีสงกรานต์ที่แสนรื่นเริงของชาวไทยในปีนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่บรรยากาศความสนุกสนาน  รื่นเริง และอบอุ่นยังคงอยู่  หลายคนได้เดินทางไปท่องเที่ยวพร้อมครอบครัวที่ต่างจังหวัด นับเป็นช่วงเวลาที่แสนอบอุ่น ส่วนเราหลังจากที่คิดแล้วคิดอีกว่าสงกรานต์ปีนี้จะไปท่องเที่ยวที่ใด ก็เป็นอันตัดสินใจได้ว่า เที่ยวกรุงเทพก็ดีเหมือนกัน เพราะในเมืองหลวงช่วงนี้ถือว่าเป็นดินแดนสวรรค์  เพราะรถไม่ติด ดังนั้นเราขอไปท่องเที่ยวไหว้พระทำบุญ 9 วัดในจังหวัดกรุงเทพ เพื่อความเป็นสิริมงคลรับปีใหม่ไทยค่ะ               

 การท่องเที่ยวไหว้พระทำบุญขอพรในครั้งนี้เราเลือกไปไหว้พระขอพรเก้าพระอารามหลวง บริเวณรอบเกาะกรุงรัตนโกสินทร์  เริ่มจาก วัดระฆังโฆสิตาราม เราเข้าไปกราบไหว้พระประธานและหลวงพ่อโต พรหมรังสี พร้อมนั่งท่องบทสวดคาถาชินบัญชร  แต่ละวัดนั้นจะมีคติของวัดที่แตกต่างกัน อย่างที่วัดแห่งนี้มีคติว่า มีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้คนนิยมชมชื่น  ดังนั้นหากมาไหว้พระที่วัดระฆังฯ ก็ให้ขอพรตามคติของวัดนะคะ ส่วนเรา รีบยกมือไหว้แล้วอธิษฐานตามนี้เลยค่ะ               

พระอารามหลวงที่สองที่เราจะไปกันนั้นก็คือ วัดอรุณราชวราราม(วัดแจ้ง) วิธีการเดินทางของเราคือใช้บริการรถตุ๊กตุ๊ก โดยเรียกหน้าซอยวัดระฆังฯ ไปถึงวัดอรุณฯ ก็ประมาณ 30-40 บาท คติของวัดนี้ก็คือ ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน  จากนั้นก็เดินชมความยิ่งใหญ่และงดงามของพระปรางค์วัดอรุณฯ ก่อนจะมุ่งหน้าไปกันต่อ               

มาต่อกันที่วัดต่อไปเลยดีกว่า เรายังอยู่กันที่ฝั่งธนบุรีกันเช่นเคย พระอารามที่สามที่เราจะไปกราบไหว้นั้นก็คือ วัดกัลยาณมิตร  วิธีเดินทางก็เหมือนเคยคือใช้บริการรถตุ๊กตุ๊กที่อยู่หน้าวัด ค่าเดินทาง 40 บาท คติของวัดกัลยาณมิตรก็คือ        เดินทางปลอดภัย มีมิตรไมตรีดี                  

ออกจากวัดกัลยาณมิตรเราก็เดินทางโดยเรือข้ามแม่น้ำไปฝั่งพระนคร ซึ่งเราสามารถขึ้นเรือข้ามฝากที่หน้าวัดแล้วไปลงที่ท่าเรือบริเวณปากคลองตลาด จากนั้นก็เดินออกกำลังกายไปไหว้พระอารามหลวงที่สี่นั่นคือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)  เราเดินเข้าไปกราบไหว้พร้อมขอพรพระนอนที่งดงามและศักสิทธิ์คติของวัดนี้คือ ร่มเย็นเป็นสุข   นอกจากเราจะได้ไหว้พระขอพร สรงน้ำพระแล้ว เรายังได้รดน้ำใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ที่อยู่ภายในบริเวณวัดอีกด้วย ถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต              

ออกจากวัดโพธิ์เราก็โบกรถเมล์ไปลงที่พระอารามหลวงต่อไป นั่นก็คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ถึงแม้ว่าวันนี้อากาศจะร้อน แต่เมื่อเข้าไปในพระอุโบสถกลับมีแต่ความเย็นสบาย ทำให้เรานั่งสวดมนต์ไปได้เรื่อยๆ  และขอพรจากพระแก้วมรกต คติของวัดพระแก้วก็คือ เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรัตนตรัย ”            

พระอารามหลวงที่หกที่เราจะเดินทางไปกราบไหว้กันต่อนั่นก็คือ วัดชนะสงคราม เราใช้วิธีโดยสารรถตุ๊กตุ๊กเช่นเคย เพื่อความคล่องตัว ส่วนค่ารถจากวัดพระแก้วถึงวัดชนะสงครามราคา 50 บาท และเมื่อเข้าเขตบางลำพู ก็โดนสาดน้ำรับสงกรานต์กันเลยค่ะ ถือว่าเป็นน้ำแรกแห่งปีกันเลยทีเดียว บริเวณนั้นในช่วงวันที่ 12 เมษายน ประชาชนก็เริ่มเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานแล้วค่ะ โดยเฉพาะบริเวณตรอกข้าวสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างพกพาอุปกรณ์เล่นน้ำและออกมาเล่นด้วยกัน นับว่าเป็นภาพที่น่ารักมากค่ะ เมื่อไปถึงวัดชนะสงคราม เราก็ไหว้พระทำบุญและขอพรจากพระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ ตามคติของวัดนั่นก็คือ มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง                 

ออกจากวัดที่หกก็มุ่งหน้าไปวัดที่เจ็ดโดยรถแท็กซี่ (ราคาอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 39 บาทนี่แหละค่ะ)  เพราะถ้าเราเดินไปหรือนั่งรถตุ๊กตุ๊กก็คงเปียกปอนก่อนถึงวัดที่เก้าแน่นอน  พระอารามหลวงที่เจ็ดที่เราจะไปไหว้พระขอพรนั่นก็คือ วัดบวรนิเวศวิหาร เราเข้าไปไหว้พระพุทธชินสีห์และขอพรจากท่าน  คติของวัดนี้คือ พบแต่สิ่งดีงามในชีวิต                

 ไปกันต่อที่พระอารามหลวงต่อไปนั่นก็คือ วัดสุทัศนเทพวราราม  เรามาถึงวัดนี้โดยรถตุ๊กตุ๊กสุดยอดความนิยมราคาค่าโดยสารอยู่ที่ 50 บาท จากนั้นก็เดินเข้าไปขอพรพระศรีศากยมุนี  ส่วนคติของวัดนี้คือ วิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป            

และพระอารามหลวงสุดท้ายที่เราจะไปกราบไหว้ ทำบุญ และขอพรกันนั้นก็คือ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร วิธีการเดินทางของเราก็คือโดยสารรถแท็กซี่  และวัดสุดท้ายนี้เราต้องเดินขึ้นไปบนภูเขาทอง  ระยะทางและความสูงเป็นเครื่องพิสูจน์ความเคารพ ความศรัทธา และความอดทนของเรา  แต่เมื่อเดินขึ้นไปถึง ก็จะได้สัมผัสกับลมเย็นสบายและสามารถมองเมืองหลวงของเราไปได้ไกลจากมุมสูง แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการได้กราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง  ส่วนคติของวัดสระเกศก็คือ ” เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล “                             การเดินทางท่องเที่ยวไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวงนั้น ทางที่ดีเราควรที่จะนั่งรถโดยสารประจำทาง รถตุ๊กตุ๊ก รถแท็กซี่ หรือเดินระหว่างวัดบางวัดที่อยู่ใกล้กันก็ย่อมได้ค่ะ ถ้าหากนำรถมาเองอาจจะเสียเวลาในการหาที่จอดรถ และไม่ค่อยคล่องตัว   วันนี้นอกจากเราจะได้ไหว้พระ ทำบุญ และขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว เรายังได้ร่วมกิจกรรมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยการรับแผ่นสะสมตราประทับไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวง เมื่อไปถึงที่วัดก็ประทับตราประจำวัดให้ครบทั้ง 9 วัด ก็จะได้ของที่ระลึกจาก ททท. ตามรูปถ่ายด้านล่างนี้ และยังได้ร่วมลุ้นโชคต่อใน http://www.songkran.net  อีกด้วย 

TAT006.jpg picture by ayehello

TAT007.jpg picture by ayehello

การไหว้พระขอพรนั้นสามารถทำได้ทุกวัน ไม่เพียงแต่เฉพาะในเทศกาลเท่านั้น ถ้าหากใครว่างช่วงใดก็สามารถไปได้ทุกเมื่อ ครั้งนี้ขอลาไปพร้อมใจที่อิ่มบุญก่อนนะคะ 

แล้วสงกรานต์ที่ผ่านมา..คุณไปเที่ยวที่ใด??? อย่าลืมมาเล่าให้อ่านด้วยนะคะ..ขอบคุณมากค่ะ

บุณณดา  เที่ยววัดช่วงสงกรานต์

boonnadatotravel@hotmail.com 

April 16, 2008

เที่ยวดินแดนสามประสบ..ชื่นชมทิวทัศน์สะพานมอญ

Filed under: Kanchanaburi — boonnada @ 2:45 am

   อีกหนึ่งโปรแกรมท่องเที่ยวกาญจนบุรีของพวกเราก็คือการไปเยือนสังขละบุรี ดินแดนที่ใครหลายคนต่างลงความเห็นว่าสวยงามและแฝงไปด้วยเสน่ห์  ซึ่งตัวเราเองมาเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีครั้งใด  ก็ยังไม่เคยไปถึงอำเภอสังขละบุรีเลยสักครั้ง  ถึงแม้วันนี้แสงแดดจะร้อนแรงแต่ก็ไม่สามารถห้ามความตั้งใจของพวกเราไว้ได้ 

อำเภอสังขละบุรี เป็นอำเภอที่มีชายแดนติดกับประเทศพม่า และอยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 215 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 แต่จากบ้านห้วยอู่ล่องรีสอร์ทที่เราพักไปถึงสังขละบุรีก็แค่ 70 กิโลเมตรเท่านั้น ดังนั้นระยะเวลาเดินทางก็ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง  ด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ทำให้วิงเวียนได้ตลอดระยะทาง หนำซ้ำห้องน้ำก็ไม่มี ใครที่คิดจะเข้าห้องน้ำเวลานี้ก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าจะผ่านเส้นทางทองผาภูมิ-สังขละบุรี ก็ควรเตรียมตัวเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย และใครที่เมารถบ่อยๆ ก็ให้กลืนยาเมารถกันไว้ก่อนดีที่สุดค่ะ ระยะทางที่แสนเวียนหัว ก็ไม่ได้น่ากลัวเสมอไป  แต่ในทางตรงกันข้ามกลับมอบความสวยงามให้แก่เรา  เพราะเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขาเลียบทะเลสาบเขื่อนเขาแหลมหรือเขื่อนวชิราลงกรณ์ ทำให้เรามองเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม

TAT056.jpg picture by ayehello

ส่วนคำว่า ดินแดนสามประสบ ที่ผู้คนใช้เรียกกันนั้นมีที่มามาจากการที่ตัวอำเภอสังขละบุรีตั้งอยู่บริเวณที่มีแม่น้ำสามสายไหลมาบรรจบกัน นั่นก็คือแม่น้ำซองกาเลีย  แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี  ซึ่งไหลมารวมกันกลายเป็นแม่น้ำแควน้อยนั่นเอง และที่สังขละบุรีแห่งนี้เป็นดินแดนที่มีชาวมอญอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าใครอยากจะมาชมวิถีชีวิตและประเพณีดั้งเดิมของชาวมอญ ก็ให้มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวังค่ะ 

ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวที่มีวิวแสนสวยกันแล้ว ก็ถึงสังขละบุรีตามใจสั่งแล้วค่ะ สถานที่แรกที่เราไปเยือนนั่นก็คือ วัดวังก์วิเวการาม หรือที่คนแถวนั้นเรียกว่า วัดหลวงพ่ออุตตมะ  ซึ่งวัดนี้เป็นวัดใหม่ที่สร้างแทนวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะ  ก็เพราะวัดเก่านั้นได้กลายเป็นวัดใต้น้ำ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว Unseen Thailand ชื่อดังของเมืองกาญฯ ไปแล้วค่ะ และเหตุที่วัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะกลายเป็นวัดใต้น้ำก็เพราะเมื่อมีการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นจนท่วมวัดเมื่อปี 2527  ดังนั้นในเวลาต่อมาหลวงพ่ออุตตมะและชาวมอญจึงได้ร่วมใจกันสร้างวัดแห่งใหม่นี้ขึ้นมาค่ะ

และในวันนี้พวกเราก็ได้มีโอกาสมากราบพระศพของหลวงพ่ออุตตมะ หรือพระมหาอุตตมะรัมโภภิกขุ  พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองกาญฯ  ซึ่งท่านได้มรณภาพไปเมื่อปี 2549 ด้วยอายุ 95 พรรษา  เมื่อมาถึงที่นี่และได้มากราบไหว้ท่านถือได้ว่าเป็นบุญของเราจริงๆ ค่ะ เพราะท่านเป็นที่เคารพนับถือของชาวมอญ ชาวพม่า ชาวกระเหรี่ยง และชาวไทยโดยทั่วไป     ที่วัดวังก์วิเวการามมีความสวยงามทางศิลปะ ซึ่งเราอาจจะเรียกไม่ถูกและแยกไม่ออกว่าศิลปะนั้นคือศิลปะในยุคสมัยใด แต่จากที่เราเห็นสามารถบอกเราได้ว่าที่วัดแห่งนี้มีความสวยงามและมีความเป็นเอกลักษณ์

TAT026.jpg picture by ayehello

TAT057.jpg picture by ayehello

TAT058.jpg picture by ayehello

จากวัดวังก์วิเวการามไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรจะเป็นที่ตั้งของเจดีย์จำลองแบบจากเจดีย์พุทธคยาที่ประเทศอินเดีย  ซึ่งหลวงพ่ออุตตมะได้ริเริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2518 และสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2529 และในครั้งนี้เราไม่พลาดที่จะไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา) ที่เจดีย์พุทธคยาจำลองแห่งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตค่ะ

TAT059.jpg picture by ayehello 

TAT060.jpg picture by ayehello 

TAT061.jpg picture by ayehello 

ไหว้พระทำบุญกันแล้วก็ถึงเวลาไปชมทิวทัศน์สวยๆ บนสะพานไม้ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสังขละบุรี ซึ่งสะพานไม้แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากวัดวังก์วิเวการาม ชื่อของสะพานนี้ก็คือ สะพานไม้อุตมนุสรณ์ หรือชื่อที่เรารู้จักกันก็คือ สะพานมอญ นั่นเองค่ะ

TAT062.jpg picture by ayehello

สะพานมอญเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของชาวไทยรามัญหรือชาวมอญ ที่มีต่อหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งสะพานไม้แห่งนี้ทอดผ่านแม่น้ำซองกาเลียที่มาจากประเทศพม่า และสะพานมอญแห่งนี้ก็ยังเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างอำเภอสังขละบุรีกับหมู่บ้านมอญอีกด้วยค่ะ และตอนนี้พวกเราก็กำลังเดินเล่นชมทิวทัศน์ และถ่ายรูปบนสะพานไม้จากฝั่งหมู่บ้านมอญไปจนถึงฝั่งอำเภอสังขละบุรี เดินอยู่บนสะพานมอญก็ทำให้นึกถึงความพยายามและความร่วมแรงร่วมใจของผู้ที่สร้าง ถึงแม้สะพานจะไม่ตรง แต่นี่แหละคือความงดงามและความมีเสน่ห์ที่แฝงอยู่ในตัว

TAT063.jpg picture by ayehello 

TAT064.jpg picture by ayehello

TAT065.jpg picture by ayehello

ว่าไปแล้วสะพานมอญก็เหมาะสำหรับการมาถ่ายภาพแต่งงานของคู่รักเหมือนกันนะเนี่ย คงเป็นเพราะเส้นสายของสะพานที่มีความสวยงามและบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความสงบ เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความสดชื่น สดใส และมีชีวิต  ทำให้แต่ละภาพมีความเป็นธรรมชาติอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ

หลังจากเดินเล่นถ่ายภาพฝ่าแสงแดดอันร้อนแรงมาเรื่อยๆ ก็ถึงอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสะพานปูนสีแดงสวยสดใส และบริเวณนี้เราก็สามารถมองเห็นบรรยากาศรอบๆ ทั้งวิถีชีวิตริมแม่น้ำของชาวมอญ  และสะพานมอญเส้นยาวที่ทอดตัวสวยงามข้ามแม่น้ำซองกาเลียค่ะ

TAT066.jpg picture by ayehello

เสียดายอย่างหนึ่งที่ครั้งนี้พวกเราไม่มีเวลาเหลือพอที่จะนั่งเรือไปชมวัดใต้น้ำ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากสะพานมอญแห่งนี้ แต่ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสมาเที่ยวสังขละบุรีอีกครั้ง จะต้องนอนพักค้างคืนและตื่นขึ้นมาใส่บาตรพระบนสะพานมอญ  สัมผัสอากาศเย็นสบาย นั่งชมสายหมอกสวย และจะต้องไปชมวัดใต้น้ำ สถานที่ท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ให้ได้ค่ะ

ทริปเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีของพวกเราในครั้งนี้ต้องปิดฉากความสนุกสนาน ตื่นเต้น สวยงาม และน่าประทับใจลงที่สะพานมอญ ณ สังขละบุรีแห่งนี้ค่ะ

ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปที่ร่วมกันสร้างสีสันให้ทริปนี้แสนสนุกยิ่งขึ้น และขอบคุณภาพสวยๆจากคุณอ้อ Rada on ค่ะ

บุณณดา

boonnadatotravel@hotmail.com

…………………………………………………..

April 10, 2008

พักสบายที่บ้านป่าริมห้วย “บ้านห้วยอู่ล่องรีสอร์ท”

Filed under: Kanchanaburi — boonnada @ 1:41 am

เมื่อวานนี้พวกเราสนุกสนานกับกิจกรรมโลดโผนอย่างการเข้าไปพิชิตถ้ำทิพุเชะ ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรแกรมกิจกรรมพิเศษของ บ้านห้วยอู่ล่องรีสอร์ท  สถานที่พักผ่อนแสนสบายที่พวกเราเลือกมาพัก  แต่เมื่อวานนี้พวกเราเดินทางมาถึงบ้านห้วยอู่ล่องรีสอร์ทเวลาประมาณเที่ยงกว่า และต้องรีบเตรียมตัวเตรียมใจเข้าไปผจญภัยในถ้ำทิพุเชะ ทำให้ไม่มีเวลาได้ชื่นชมความสวยงามของรีสอร์ทแห่งนี้ ดังนั้นในเช้าวันนี้เราจึงขอชื่นชมความสวยงามของรีสอร์ทกันก่อนที่จะไปเยือนสังขละบุรีในช่วงบ่ายค่ะ

 TAT000-1.jpg picture by ayehello

บ้านห้วยอู่ล่องรีสอร์ท  เป็นรีสอร์ทสไตล์บ้านป่า อยู่ติดริมลำห้วยอู่ล่อง ความพิเศษที่เราสัมผัสได้คือความเป็นธรรมชาติของแมกไม้ ลำห้วย และบ้านพักที่ผสานด้วยไม้และหินที่ดูกลมกลืนเข้ากันเป็นอย่างดี

 005.jpg picture by ayehello

เช้านี้เราเปิดประตูหลังบ้านพักเพื่อรับแสงแรกของวัน  ภาพที่เห็นก็คือน้ำในลำห้วยที่ใสสะอาดไหลผ่านบริเวณบ้านพักแต่ละหลัง เป็นภาพแรกของวันนี้ที่สร้างความสดชื่นให้กับเรา

 003.jpg picture by ayehello

ชื่นชมอยู่ได้ไม่นานท้องก็เริ่มร้องแล้วค่ะ เราขอเดินไปเจอสมัครพรรคพวกที่ร้านอาหารของรีสอร์ท เพื่อหาของอร่อยลงท้องกันก่อน  อาหารก็มีให้เลือกมากมายและราคาไม่แพงเกินไป เมนูที่พวกเราลงความเห็นว่าอร่อยเหาะนั่นก็คือ ชุดอาหารเช้าเบคอน+ไข่กระทะ ราคาชุดละ 75 บาท หรือใครอยากจะทานข้าวต้มหรืออาหารประเภทอื่น ที่นี่ก็มีบริการหลายเมนูค่ะ

 004.jpg picture by ayehello   

 011.jpg picture by ayehello

บรรยากาศที่แสนสบายและดูเป็นธรรมชาติของบริเวณร้านอาหารซึ่งอยู่ติดลำห้วย ทำให้พวกเราเจริญอาหารเป็นพิเศษ แถมทานกันอิ่มแล้วก็นั่งพักชมวิวน้ำใสในลำห้วยสบายตาสบายใจและสบายท้องไปพร้อมกันค่ะ

 006.jpg picture by ayehello  

 007.jpg picture by ayehello  

นั่งชมวิวกันพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาเดินย่อยชื่นชมธรรมชาติภายในรีสอร์ท ว่าไปแล้วที่นี่เหมาะสำหรับคนที่รักธรรมชาติและชื่นชอบความเป็นส่วนตัว ความพิเศษของรูปแบบบ้านพักที่เป็นไม้ผสานกับหิน และแบ่งแยกเป็นหลังมีทั้งในแบบมีแอร์คอนดิชั่นเนอร์และแบบพัดลม  แถมอยู่ติดริมลำห้วยที่มีน้ำใสไหลผ่านเสมือนได้ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง ก็เป็นอีกหนึ่งวันพักผ่อนที่แสนคุ้มค่า แต่ถ้าใครมาเที่ยวกันเป็นกลุ่มหลายคนแล้วอยากนอนพักรวมกันในห้องเดียว  ที่นี่เขาก็มีบ้านหลังใหญ่สามารถพักไ ด้8-10 คนไว้รองรับ ส่วนคู่ฮันนี่มูนก็มีบ้านหรูบรรยากาศดีรอต้อนรับ  ราคาห้องพักก็มีหลายราคาตามโซนและแบบบ้าน เริ่มต้นที่ 800 - 3,400 บาท หรือใครสนใจเหมาเป็นแพคเกจที่สุดแสนคุ้มรวมทั้งค่าห้องพัก  ค่าอาหารมื้อค่ำ และค่ากิจกรรมต่างๆ ก็สามารถสอบถามและคุยรายละเอียดกับทางรีสอร์ทได้เลยค่ะ

 009.jpg picture by ayehello

 010.jpg picture by ayehello

สะพานไม้ข้ามลำห้วยอู่ล่องภายในรีสอร์ทเป็นอีกหนึ่งจุดที่ดึงดูดให้พวกเราโพสท์ท่างามๆ เพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก หากทริปนี้ใครไม่ได้ถ่ายรูปบนสะพานไม้แห่งนี้ รับรองว่าเชยแน่นอนเลยค่ะ

 008.jpg picture by ayehello

เดินเล่น ชื่นชม และถ่ายภาพกันเพลิน จนเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงวัน พวกเราต้องร่ำลาบ้านห้วยอู่ล่องรีสอร์ทแห่งนี้ แล้วรีบขึ้นรถเพื่อเดินทางไปเที่ยวสังขละบุรีกันต่อค่ะ

 012.jpg picture by ayehello

หากใครสนใจที่จะมาพักผ่อนสบายอารมณ์ที่บ้านห้วยอู่ล่องรีสอร์ทแบบพวกเรา ก็สามารถติดต่อขอข้อมูลและรายละเอียดได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 034-531050 , 02-865-6173 และ 081-821-2621 ส่วนการเดินทางมาที่นี่นั้นไม่ยากค่ะ  ไม่ว่าจะเริ่มจากจังหวัดใด หากมาถึงตัวเมืองกาญจนบุรีแล้ว ให้แยกไปทางอำเภอทองผาภูมิตามทางหลวงหมายเลข 323 ผ่านน้ำตกไทรโยกน้อย ไทรโยกใหญ่ ซึ่งระยะทางจากอำเภอเมืองมาถึงอำเภอทองผาภูมินั้นประมาณ 137 กิโลเมตร เมื่อถึงสามแยกทองผาภูมิให้เลี้ยวขวามาทางเส้นทางที่จะมุ่งไปอำเภอสังขละบุรี  จากสามแยกวิ่งตรงมาเรื่อยๆ ประมาณ 8 กิโลเมตร ก็จะถึงบ้านห้วยอู่ล่องรีสอร์ทตั้งอยู่ทางด้านขวาค่ะแต่ถ้าใครเดินทางโดยรถทัวร์ สามารถขึ้นรถได้ที่สายใต้ใหม่ (กรุงเทพฯ กาญจนบุรี) จากนั้นลงที่ตัวอำเภอเมืองกาญจนบุรี แล้วไปที่บริเวณสถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อหารถต่อไปยัง อ.ทองผาภูมิ อย่าลืมบอกที่รถนะคะว่าไป บ้านห้วยอู่ล่องรีสอร์ทหรือใครจะเดินทางจากหมอชิต 2 (กรุงเทพฯ กาญจนบุรี - ด่านเจดีย์สามองค์) โดยรถ บ.ข.ส. ของรัฐก็ได้เช่นกันค่ะหากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปชมได้ที่ http://www.banhuayulong.com มาถึงเวลานี้ต้องขอตัวเดินทางไปยัง อ.สังขละบุรี อีกหนึ่งโปรแกรมท่องเที่ยวกาญจนบุรีในทริปนี้ของพวกเราค่ะ 

บุณณดาพาเที่ยวเมืองกาญฯ

boonnadatotravel@hotmail.com