ถึงแม้ครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันได้มาที่นี่ “ภูหินร่องกล้า” แต่ฉันก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่แตกต่าง เพราะว่าไม่ได้มาทำงานเหมือนครั้งแรก จึงมีเวลาเก็บเกี่ยวรายละเอียดมากมาย ได้มีเวลาละเมียดละไมดูอะไรอีกตั้งหลายอย่าง และได้พบว่าที่นี่นอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีที่ๆโรแมนติกและมุมสวยๆให้ถ่ายรูปเยอะเลย



ก่อนอื่นฉันขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของที่นี่ก่อนแล้วกัน เพราะเวลาเราจะไปที่ไหนก็ควรรู้จักสถานที่นั้นไว้ก่อนไม่ใช่เหรอ สำหรับเทือกเขาแห่งนี้ เมื่อ 30 ปีก่อน เคยเป็นฐานที่มั่นของคอมมิวนิสต์ ต่อมาเมื่อทหารได้เข้ามาปราบปรามชาวเขาเผ่าม้งที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์จึงกลับใจเข้ามอบตัวกับทางการ ทำให้มีถนนตัดผ่าน และได้ตั้งภูหินร่องกล้าเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2526 ที่นี่ยังมีร่องรอยประวัติศาสตร์ การสู้รบไปทั่วทั้งผืนป่าและรอยหิน แต่ใครจะรู้บ้างว่าท่ามกลางสมรภูมิรบในดินแดนแห่งนี้ ยังมีความงามซ่อนตัวอยู่
วันนี้เมื่อที่นี่กลายเป็น “อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า” ที่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ได้เปิดเผยให้เห็นความงดงามของธรรมชาติท่ามกลางป่าสน และดงดอกไม้นานาพันธ์ การมาภูหินร่องกล้าในหน้าหนาวเป็นความรู้สึกที่พิเศษ โดยเฉพาะคนกรุงเทพที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศหนาว เพราะหนาวจริงๆ หนาวได้ใจ ถึงแม้ในเวลากลางวันอากาศจะไปทางค่อนข้างเย็นสบายจนถึงร้อนก็ตามเหอะ แต่พอตกเย็นเท่านั้นเสื้อหนาวมีเท่าไหร่ต้องขนออกมาใส่ให้หมด หนาวมากแต่ก็ได้บรรยากาศดี ยิ่งถ้าได้ก่อกองไฟทำเป็นเตาผิงยิ่งโรแมนติกใหญ่ ได้มองดูดาวเต็มฟ้า เวลาพูดก็จะมีไอเย็นออกจากปาก สูดอากาศเข้าไปก็ได้ออกซิเจนไปเต็มๆปอด แต่ขาดอย่างเดียวคือขาดคู่มากับเค้าด้วย (เฮ้อ.. แล้วจะโรแมนติกไหมเนี่ย)






เวลามาเที่ยวต่างจังหวัดแบบนี้ การตื่นเช้าก็เป็นข้อดีอีกอย่าง เพราะเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น น้ำค้างกลิ้งบนยอดหญ้า ได้ยินเสียงไก่ขัน นกร้องจิ๊บๆ หรือแม้แต่เสียงลมพัดที่พัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้ป่ามาด้วย คงไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้มีโอกาสสังเกตุหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวอย่างไม่ต้องเร่งรีบ ชื่นชมความงามของธรรมชาติ และได้สัมผัสถึงการพักผ่อนจริงๆ
การมาเที่ยว อุทยานฯภูหินร่องกล้า ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากนัก เพราะที่นี่มีครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายขนมและของที่ระลึก แค่เตรียมตัวฟิตร่างกายสักหน่อย เพราะแต่ละที่ค่อนข้างเดินไกลพอสมควร ที่สำคัญควรศึกษาหาข้อมูลไปบ้าง อย่างลานหินปุ่ม ลานหินแตก ผาชูธง และโรงเรียนการเมืองการทหารมีความเป็นมายังไง ถ้าเราทราบไว้เวลาไปเที่ยวก็จะสนุกยิ่งขึ้น แต่ที่ไม่ควรพลาดก็คือ อย่าลืมพกกล้องถ่ายรูปไปด้วย เพราะที่นี่มีวิวสวยๆให้ถ่ายรูปเยอะ อย่างจุดไฮไลท์ที่สุดก็คือที่ลานหินปุ่มและตรงผาชูธง 2 จุดนี้มีคนไปรอต่อคิวถ่ายรูปเพียบ ยิ่งถ้าไปตอนพระอาทิตย์ตกก็จะได้รูปสวยๆกลับไปหลายใบเลยล่ะ แต่ถ้าจะถ่ายในอุทยานฯก็มีมุมเก๋ๆ อย่าง ใต้ต้นเมเปิ้ล ตรงนี้ฮอตสุดๆ หรือจะเป็นโซนที่พักด้านหลังที่มีต้นนางพญาเสือโคร่งกำลังออกดอกสีชมพูบานสะพรั่ง ถ่ายออกมาได้เหมือนอยู่ในดินแดนซากุระ ดูคิกขุอาโนเนะไปอีกแบบ แต่ถ้าใครอยากได้มุมอาร์ตหน่อยแนะนำให้ไปที่ร้านกาแฟหน้าอุทยานตรงนี้มีมุมให้นั่งถ่ายรูปหลายมุม แถมยังมีดอกไม้รอบๆร้านเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากที่ไม่ต้องเสียสตางค์เลยล่ะ
@MangMoA


วันนี้มีสถานที่พักดีๆเก๋ๆสายเชียงใหม่-หางดง มาแนะนำให้รู้จักค่ะ มี 2 แบบ 2 สไตล์ ใครชอบแบบไหนก็แพ๊คกระเป๋าไปจับจองกันได้ตามแต่สะดวก สถานที่แรกเหมาะกับคนชอบศิลปะ ความเรียบง่าย และต้องการใกล้ชิดกับธรรมชาติ (จริงๆ) บุหลัน บุรี รีสอร์ท ตั้งอยู่ กม.ที่ 17 เส้นทาง ระหว่าง หางดง - สะเมิงเลยกฤษดาดอยมานิดเดียว ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินมาที่นี่เพียง 30 นาที ที่สำคัญเค้ามีบริการรถรับ-ส่งด้วยนะ สะดวก สบายไหมล่ะ แต่ถ้าจะให้ดีขับรถไปเองสบายที่สุด จะได้แวะเที่ยวระหว่างทางด้วย เพราะเส้นทางไปรีสอร์ทมีสถานที่ท่องเที่ยวเรียงรายเต็มไปหมด อย่างสวนดอกไม้กฤษดาดอยและถ้าเลยไปหน่อยก็จะเป็นปางช้างแม่สาแล้วค่ะ






ที่บุหลัน บุรี รีสอร์ท ให้ความรู้สึกเป็นกันเองอบอุ่นใจเหมือนอยู่บ้าน ด้วยสไตล์บ้านไม้หลังน้อย ที่มีทิวเขาโอบล้อม มีสระบัวสระใหญ่อยู่หน้าบ้าน มีสวนย่อมเล็กๆปลูกดอกไม้หลากสีสันให้ได้ชม แถมยังมีกรมอุตุนิยม(เคลื่อนที่) พยากรอากาศจากหินให้ได้ทราบด้วย และถ้าใครอยากจะเอนหลังอ่านหนังสือ เค้าก็มีมุมน่ารักๆให้พักผ่อน มีเปลยวนน่านอนผูกไว้ที่ต้นไม้ เห็นแล้วอดที่จะนอนเล่นไม่ได้จริงๆ ถ้าพักบ้านเป็นหลังก็นอนได้ 2-3 คน ข้างในจะตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ให้ความรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก มีภาพวาดศิลปะประดับประดาทุกห้อง แต่ที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นห้องน้ำหลังบ้านที่เปิดโล่งให้ชมจันทร์ สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดชนิดตัวต่อตัว ถึงจะหนาวไปหน่อยเหอะแต่ก็ไม่ต้องกลัวไปเพราะเค้ามีน้ำอุ่นให้อาบค่ะ ได้อาบน้ำท่ามกลางธรรมชาติอย่างนี้ นานๆทีก็ดีเหมือนกันนะได้ความรู้สึกไปอีกแบบ แต่ถ้าใครชอบความเป็นส่วนตัวเขินอายนกกา ก็เลือกพักบนโรงแรมได้ ซึ่งเค้าตกแต่งให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบ้านจริงๆ ในแนวย้อนยุค สัมผัสได้ถึงความเป็นบ้านต่างจังหวัดในแบบคันทรี สำหรับห้องพักแต่ละห้องของที่นี่เค้าแต่งไว้ไม่เหมือนกันค่ะ แถมยังนำข้าวของเก่าๆมาตกแต่งด้วยไอเดียเก๋ไก๋ เห็นแล้วต้องยกนิ้วให้ในความช่างคิดจริงๆ สำหรับใครที่คิดจะมาฮันนีมูนที่นี่ก็มีห้องให้เลือกหลากหลาย มีแบบห้องสูท ห้องสวีทน่ารักๆที่มีหน้าต่างรับลมเย็นจากธรรมชาติ ที่มีฉากหลังเป็นทุ่งนาและทิวเขา(โรแมนติกอย่าบอกใคร) หรือถ้ามาเป็นหมู่คณะเค้าก็มีห้องแบบ Family Room (ห้องเดี่ยวมีหลายเตียง) และเรือนไทย (หลังใหญ่มีหลายห้องนอน) ไว้บริการด้วย ตกเย็นจะมานั่งรอบกองไฟหรือย่างอะไรกินกันก็ได้บรรยากาศดี



จุดเด่นของ บุหลัน บุรี คงอยู่ที่ความเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเรียบง่าย ผู้คนไม่พลุกผล่านและความเป็นส่วนตัว ซึ่งจะได้สัมผัสและเข้าถึงบรรยากาศของบ้านตากอากาศบริเวณเชิงเขาที่สงบร่มรื่นจริงๆ



ส่วนอีกสถานที่หนึ่งที่อยากแนะนำก็คือ โรงแรมเบลล์ วิลล่า รีสอร์ท อยู่เลยบุหลัน บุรี ไปนิดเดียว เส้นทาง หางดง-สะเมิง ประมาณกิโลเมตรที่ 19 ที่นี่ก็ให้ความรู้สึกอีกอย่าง เป็นความรู้สึกโอ่อ่า หรูหรา สะดวกสบาย เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นคอฟฟี่ช็อป ร้านอาหาร สระว่ายน้ำและฟิตเนส มีบริการห้องพักแบบห้องสูท และบ้านพักแบบวิลล่า 4 ชั้น 3 ห้องนอน เหมาะกับการมาเป็นหมู่คณะ หรือครอบครัวใหญ่ ภายในห้องเค้าตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่แพ้คอนโดหรูหราในเมืองใหญ่ ที่สำคัญมีระเบียงส่วนตัวให้นั่งชมธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิดทุกห้องด้วยล่ะ..เปิดหน้าต่างมาก็เห็นภูเขาแล้ว บ้านพักเค้าก็ตกแต่งได้น่ารักในสไตล์คันทรี่ มี 2 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น และลานบาร์บีคิวส่วนตัวที่เหมาะกับมาเป็นครอบครัว หรือก๋วนเพื่อนฝูงที่จะมาสังสรรค์ปาร์ตี้ในวันหยุด เรียกว่าหรูหรา สะดวกสบายท่ามกลางธรรมชาติและสวนดอกไม้ เหมาะกับการมาพักผ่อน ที่เล่ามาทั้งหมดอาจจะยังไม่เห็นภาพ นั้นขอบรรยายเป็นภาพแล้วกันนะจะได้ไม่ตกหล่น ลองดูกันเอาเองแล้วกันค่ะ หรือใครดูแล้วยังไม่จุใจจะคลิ๊กเข้าไปเยี่ยมชมเวปไซต์เค้าก็ได้นะ www.bellevillaresort.com





@ManGMoA