หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจบนดอยตุง ฉันขอแวะช็อบปิ้งให้เพลิดเพลินใจสักหน่อย มาเชียงรายทั้งทีจะไม่ไปช็อบที่แม่สายก่อนกลับได้ยังไงกัน (เสียเที่ยวแย่) ได้ยินกิติศัพท์มาว่าของที่นี่ดูดีราคาถูก มีทั้งของก๊อปของแบรด์ของแท้ของเทียม ทำเอาคนกรุงเทพต้องเหมารถนั่งเครื่องมาช็อปปิ้งกันโดยเฉพาะ ได้ฟังอย่างนี้แล้ว มีหรือนักช็อปตัวยงอย่างฉันจะพลาด ถึงไหนถึงกัน จากดอยตุงมาแม่สายก็ใกล้นิดเดียวไปไม่ถึง 30 กิโลเอง เรื่องเดินทางน่ะเรื่องเล็กแต่เรื่องช็อปน่ะเรื่องญ่ายยยย…..


พอถึงด่านแม่สายเสียค่าผ่านด่านทำหนังสือ 30 บาทก็เข้าไปเดินช็อปสบายใจเฉิบในฝั่งพม่าได้แล้ว วิธีการก็ไม่ยุ่งยากแค่เอาบัตรประชาชนไปยื่น คอมพิวเตอร์ก็จะสแกนปรินท์หนังสือออกมาสะดวกรวดเร็วทันใจ ไม่เสียเวลาในการช็อปแต่อย่างใดเลยล่ะค่ะ (ก็ช่ายนะซิเวลาเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น)
ของที่ขายในฝั่งพม่าส่วนใหญ่ก็จะมาจากประเทศจีน เป็นสินค้าอิเลคทรอนิกส์ พวกโทรศัพท์มือถือ MP3 MP4 แผ่นหนัง แผ่นเพลง VCD DVD มีหมดแถมยังราคาถูกซะด้วย สงวนราคาไม่เกินแผ่นละ 50 บาท ถูกแสนถูก แต่ต้องอาศัยตาดีได้ตาร้ายเสียนะจ้ะ เพราะไม่รับประกันคุณภาพ (แต่หนังที่ลองซื้อมาก็ชัดดีนะไม่มีปัญหาทั้งภาพและเสียง) ส่วนใครอยากได้ของก๊อป(แบรนด์เนม) อย่าง กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า น้ำหอม ที่นี่มีหมดถือเป็นถนนแฟชั่นแหล่งใหญ่ ที่ขนาดปารีสยังต้องอาย ของอะไรที่เค้าว่าอินเทรนด์หาได้จากที่นี่จ้า



สำหรับฉันเล็กๆไม่ๆใหญ่ๆชอบ ไม่รู้อะไรบังตา ทำให้หน้ามืดตามัว ดันไปสนใจโทรศัพท์มือถือซะได้ อาจด้วยรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ถึงแม้จะผลิตจากประเทศจีนก็ตามเถอะ แต่มันช่างสวยบาดใจอะไรเช่นนี้ ทำเอาเงินในกระเป๋าจะกระโดดออกมาซะให้ได้ แต่ต้องข่มใจๆ เดินวนรอบแรกผ่านไป ไหงรอบ 2 ดันเดินเข้าร้านไปได้ล่ะเนี่ย จับแล้วจับอีก อุ๋ย..มันช่างเหมาะมือซะจริงๆ รึว่าฉันจะเป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มันกำลังตามหา ว่าแล้วซินดอร์เรล่า เอ๊ย!ไม่ใช่ ฉันก็ควักเงินในกระเป๋าออกมาอย่างไม่รู้ตัว ไม่แพงเลยแค่ครึ่งหมื่นเอง(บ้ารึป่าวเรา) มาได้สติอีกทีก็สายไปเสียแล้ว เมื่อโทรศัพท์แสนหรูดูดีดันเปิดติดๆดับๆซะเนี่ย มันอะไรกันฮะ ทีตอนลองในร้านยังติดเลย แต่ไหงตอนกลับออกมาถึงเป็นแบบนี้ ไม่ยอมๆเอาเงินของเค้าคืนมา T T


นี่แหละผลของการช็อปอย่างขาดสติ ไม่มีลิมิต ชีวิตก็เลยต้องยอมรับยถากรรมไป ขอเตือนไว้เป็นบทเรียนว่า “ของถูกไม่ค่อยดี ของดีไม่ค่อยถูก” จะไปโทษใครได้ก็เรามันโง่เองๆ ฮือๆ เวลาหมด หมดเวลา เพราะด่านปิดในเวลา 6 โมงเย็น ต้องเดินทางกลับบ้านไปทั้งน้ำตา ชีชำมาจนถึงบัดนี้ เลยขอเก็บมาเล่าใน “แม่สาย..รำลึก” (นึกถึงทีไร ปวดใจทุกที)
@ManGMoA
ทริปนี้เราจะไปดอยตุงกันค่ะ แต่จะพาไปรู้จักดอยตุงในมุมมองใหม่ ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยสัมผัส ดอยตุงในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงพระตำหนักของสมเด็จย่า ไม่ได้มีแต่สวนดอกไม้งดงาม และมีอะไรมากกว่าไร่ชา กาแฟ แมคคาเดเมีย เพราะที่นี่คือที่ๆสมเด็จย่าได้ประทานชีวิตใหม่ให้กับชาวเขา หลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จมาและรับสั่งว่า “ฉันจะปลูกป่าดอยตุง”



จะมีกี่คนที่รู้ว่าก่อนที่ดอยตุงจะสวยงามอย่างทุกวันนี้ ที่นี่เคยมีสภาพเป็นภูเขาหัวโล้น ที่เคยถูกชาวเขาบุกรุกทำลายป่า เพื่อทำไร่ฝิ่น และไร่เลื่อนลอย เมื่อสมเด็จย่าเสด็จมา “โครงพัฒนาดอยตุง” จึงเริ่มต้นขึ้น
โครงการนี้สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชาวเขามีที่ทำกินเป็นของตัวเองโดยที่ไม่ต้องกลับไปบุกรุกทำลายป่าอีก เพราะนี่ก็คือปณิธานของสมเด็จย่า ที่ต้องการให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล
ครั้งนี้ฉันได้มีโอกาสเดินทางเข้ามาดูงานใน “โครงการปลูกป่าดอยตุง” บอกได้คำเดียวว่าอึ้งและทึ่งกับระบบการจัดการของที่นี่ ทุกคนรักสมเด็จย่ามาก และทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ได้ให้ชีวิตใหม่กับพวกเค้า โดยเฉพาะในโครงการปลูกป่าดอยตุง เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ทำให้ชาวเขาเห็นความสำคัญของการปลูกป่า และอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ แต่ที่นี่สามารถทำได้ ไม่เพียงทำให้ชาวเขาหันมาปลูกป่าเท่านั้น แต่ยังได้วางแนวทางการดูแลรักษาป่าไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน อยากรู้แล้วใช่มั้ยว่าพวกเค้าทำยังไง



“หมู่บ้านขาแหย่ง” คือหมู่บ้านแรกที่ฉันเดินทางมาถึง ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าอาข่าในโครงการพัฒนาดอยตุง ดูเผินๆก็ไม่ได้แตกต่างจากหมู่บ้านชาวเขาทั่วไป ชาวบ้านที่นี่มีอาชีพทำไร่ทำนา ปลูกข้าวโพดและเลี้ยงสัตว์ แต่รายได้สำคัญของพวกเค้าอยู่ที่การปลูกป่า และการดูแลรักษาป่า พวกเค้าได้รับค่าตอบแทนจากทางโครงการฯทุกปี แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องปลูกป่าในพื้นที่ๆโครงการจัดไว้ และต้องไม่เข้าไปตัดไม้ทำลายป่า หรือทำให้เกิดไฟป่าในที่ๆดูแล หรือเรียกง่ายๆว่าอาชีพเสริมของคนที่นี่ก็คือการดูแลรักษาป่านั่นเอง แต่จะให้ดูแลอย่างเดียวโดยที่ขาดความเข้าใจคงไม่ได้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่โครงการจึงต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่าทำไมถึงต้องให้ดูแล และถ้าป่าหมดไปจะเกิดอะไรขึ้น แต่โครงการก็ไม่ได้ทำแบบนี้กับที่นี่ที่เดียวแต่ยังทำกับหมู่บ้านใกล้เคียงอีก 18 หมู่บ้าน รวมพื้นที่กว่า 14,000 ไร่
เดี๋ยวจะพาไปรู้จักกับการปลูกป่า โดยที่ไม่ต้องปลูกป่ากันบ้าง หลังจากออกมาจากหมู่บ้านขาแหย่ง ฉันก็มีโอกาสเดินทางขึ้นไปที่ศูนย์ปลูกป่าปางมะหัน ในโครงการปลูกป่าดอยตุง ทางขึ้นหินใช้เล่น เป็นถนนลูกรัง 2ล้อสำหรับรถไต่เขา ถ้านึกสภาพไม่ออกก็ให้นึกถึงรถไต่ถังก็ได้ ฉันว่าใกล้เคียงกันนะ และด้วยหนทางหฤโหดนี้เอง ทำให้พวกเรากว่าจะไปถึงที่หมาย ก็เล่นเอาน้องที่นั่งไปด้วยข้างๆคว้ายาดมมาสูดดมหลายยก พอไปถึงเท่านั้นแหละฉันโล่งอกแต่น้องโล่งท้องเพราะของที่กินมาตอนนั่งรถออกหมดเลย





เมื่อไปถึงฉันถึงกับตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น ไม่เสียแรงเลยที่นั่งรถไต่เขาขึ้นมากว่าครึ่งชั่วโมง เพราะข้างบนสวยมากๆ สามารถมองวิวทิวทัศน์ได้รอบ เห็นเทือกเขาเขียวขจีไปไกลถึงฝั่งพม่า ที่ศูนย์ปลูกป่าฯปางมะหันปลูกพืชผักไว้หลายชนิด อย่าง ผักกาด กะหล่ำปลี แตงกวา คะน้า แต่ที่ฉันเหลือบไปเห็นและสนใจเป็นพิเศษคือชาหน้าตาประหลาดที่ปลูกไว้เป็นทิวแถว เมื่อไต่ถามเจ้าหน้าที่ก็ได้ความว่า เค้าเรียกว่าชาน้ำมัน เป็นชาจากประเทศจีนที่สมเด็จพระเทพฯทรงพระราชทานให้ทดลองปลูก ตอนนี้ปลูกได้ 3 ปีแล้ว ชาชนิดนี้เป็นพืชยืนต้นอายุยืนหลายร้อยปี เมื่อโตเต็มที่ประมาณ 7-8 ปี ผลของมันสามารถสกัดเอาน้ำมันไปใช้ในอุตสาหกรรมได้ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยมีที่ไหนปลูก แบบนี้นี่เองทางโครงการฯถึงส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกและมีการเพาะต้นกล้าให้ ซึ่งชาวบ้านก็จะได้ค่าตอบแทนเป็นรายปี เมื่อผลผลิตออกมาก็ต้องนำมาขายให้กับทางโครงการฯ ก็ถือเป็นกลยุกต์ปลูกป่าทางอ้อมเหมือนกันนะเนี่ย
ส่วนการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกป่านั้นทำยังไง เค้าก็จะแบ่งพื้นที่ปลูกป่ากับพื้นที่ทำกินออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยชาวบ้านที่เคยทำไร่ถางป่าอยู่บนเขตต้นน้ำก็ต้องถอยหล่นลงมาในบริเวณพื้นที่ทำกินที่ๆโครงการจัดไว้ให้ และห้ามเข้าไปบุกรุกทำลายอีก ที่สำคัญจะต้องดูแลสภาพป่านั้นไว้ ถ้าทำได้ตามนั้นชาวบ้านก็จะได้ค่าตอบแทนเป็นรายปีอีกเช่นกัน ถือว่าได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย เพราะเมื่อป่าอยู่ได้คนก็จะอยู่รอด
กลับมาจากดอยตุงคราวนี้ฉันรู้สึกอิ่มเอมใจ มีความสุขที่ได้เห็นโครงการดีๆที่ทำประโยชน์.เพื่อส่วนรวม ไม่เพียงทำให้กับคนบนดอยตุงเท่านั้น แต่ยังทำเพื่อคนทั้งประเทศ เพราะถ้าไม่มีป่า คนก็อยู่ไม่ได้ “ป่าต้องอาศัยคน และคนต้องอาศัยป่า” เพื่อดำรงอยู่บนโลกนี้ต่อไป
ขอขอบคุณโครงการพัฒนาดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โทร. 0-5376-7015 - 7
@ManGMoA
แต่ก่อนฉันเคยสงสัยแบบเด็กๆว่า ทำไมเวลาไปเที่ยว “บางปู” จ.สมุทรปราการ ถึงมีนกนางนวลให้เห็นเป็นครั้งคราว ถ้าไปช่วงหน้าหนาวก็จะมีนกให้เห็นเยอะมากๆ หน้าร้อนก็จะมีให้เห็นน้อยหน่อย แต่ถ้าไปในหน้าฝนกลับไม่มีให้เห็นเลย ไหนว่า “นกนางนวล” เป็นสัญลักษณ์ของบางปูยังไงล่ะ ทำไมถึงมีให้เห็นเป็นบางครั้ง นกนางนวลพวกนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกเหรอ แล้วพวกมันมาจากไหน สงสัยเหมือนฉันไหมล่ะ??



เมื่อสงสัยอะไรก็ต้องหาคำตอบซิจริงมั้ย ฉันจึงเก็บความสงสัยเอาไว้ได้ไม่นาน และเมื่อมีโอกาสกลับไปเที่ยวบางปูอีกครั้ง ฉันก็พบกับคำตอบเมื่อได้เข้าไปอ่านเรื่องราวของนกนางนวลในศูนย์ศึกษาธรรมชาติบางปู ที่จัดทำขึ้นมาใหม่อยู่บริเวณซ้ายมือหน้าประตูทางเข้าสถานตากอากาศบางปู เป็นศูนย์ให้ข้อมูลนักท่องเที่ยว ทำให้ได้รู้จักบางปูและบรรดาสัตว์ที่อาศัยอยู่ที่นี่มากขึ้น เรียกว่ามาเที่ยวทั้งทีจะได้รับความรู้กลับไปด้วยยังไงล่ะ ในที่สุดฉันก็ถึงบางอ้อ ที่แท้ นกนางนวลก็คือนกอพยพชนิดหนึ่งนั่นเอง …บางคนอาจจะสงสัยใช่ไหมว่าไอ้นกอพยพนี้มันเป็นยังไงกันหว่า เพราะด้วยความไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องนกสักเท่าไหร่เลยไม่รู้ว่านกในประเทศไทยมีนกหลายชนิด มีทั้งนกประจำถิ่นแล้วก็นกอพยพ สำหรับนกอพยพก็คือนกที่มีถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่ที่อื่น (ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ทางซีกโลกเหนืออพยพมาหากินทางฝั่งซีกโลกใต้) เวลาภูมิอากาศที่บ้านของพวกมันหนาวเย็น พวกมันก็ต้องหนีหนาวอพยพมาหากินยังที่อื่น เพื่อความอยู่รอด และเมื่อบ้านของมันอบอุ่นขึ้น พวกมันก็จะบินกลับไป ทำรังวางไข่ยังที่ๆจากมา



นกนางนวลบางปู ส่วนใหญ่เป็นนกนางนวลธรรมดามีถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่ทางตอนใต้ของทวีปเอเชีย แถบจีน ทิเบต มองโกเลีย แต่ที่มาไกลจากรัสเซียก็มีให้เห็นเหมือนกัน อย่าง นกนางนวลหลังดำพันธ์รัสเซีย แต่จะมาครั้งละไม่กี่ตัวเท่านั้น ใครที่อยากมาดูนกนางนวลที่บางปูต้องมาในช่วงเดือนตุลาคม – พฤษภาคมของทุกปี ถ้ามาหลังจากนั้นอดเห็น เพราะพวกมันบินกลับบ้านไปหมดแล้ว แต่ถ้าอยากเห็นเยอะๆก็ต้องมาในช่วงหน้าหนาวใกล้ๆปีใหม่ แต่เสียดายตอนที่ฉันไปพวกมันอพยพกลับไปบ้างแล้ว เลยมีให้เห็นไม่เยอะนัก
ช่วงเวลาดีที่สุดที่เหมาะมาเที่ยวบางปูคือช่วงเวลาเย็น เพราะอากาศไม่ร้อน (มันแน่อยู่แล้ว) แถมเป็นช่วงน้ำลดจะได้เห็นนกนางนวลออกมาหากินเป็นจำนวนมาก บริเวณสะพานสุขตาจึงเต็มไปด้วยนกนางนวล นักท่องเที่ยวหลายคนโยนอาหารของโปรดอย่างกากหมู และหนังไก่ให้พวกมันด้วย ทำให้ฉันได้รู้ความมหัศจรรย์อีกอย่างว่า ก่อนที่นกนางนวลจะบินกลับไป พวกมันจะกินอาหารมากกว่าปกติหลายเท่า เพื่อเก็บเป็นพลังงานสำรองในรูปของไขมันสำหรับเดินทางไกล มันสามารถบินเป็นระยะทางหลายพันกิโลโดยที่ไม่ต้องแวะกินอะไรเลยก็ยังได้ น่ามหัศจรรย์ไหมล่ะ!!



เมื่อดูนกนางนางนวลจนอิ่มตาอิ่มใจแล้ว คราวนี้ก็ต้องหาอะไรอร่อยๆกินให้อิ่มท้องสักหน่อย ที่บางปูนี้อาหารทะเลของเค้าขึ้นชื่อ ร้านอาหารอยู่ข้างในศาลาสุขใจ สามารถเลือกรายการอาหารทะเลสดๆได้ตามชอบใจ ถ้าใครแวะมาวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 17.00–21.00 น. จะมีลีลาศในบรรยากาศย้อนยุค ขับกล่อมเพลงสุนทราภรณ์เพราะๆให้ได้ฟังด้วย วันนี้ที่มาบางปูเลยอิ่มไปครบสูตร ถึงเวลาต้องโบยบินกลับบ้านนอนบ้างแล้วซิเรา ไว้เจอกันใหม่คราวหน้านะ..‘นกนางนวลจ้า’ เมื่อพวกแกกลับมาบางปูอีกครั้ง
กองอำนวยการสถานพักผ่อน กรมพลาธิการทหารบก โทร.0-2323-9911, 0-2323-1213
@ ManGMoA